แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - billcudror1122

หน้า: [1] 2 3
1

สมุนไพรพญายอ
ชื่อสมุนไพร พญายอ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau
ชื่อสกุล ACANTHACEAE
ชื่อพ้อง Clinacanthus burmanni  Nees
ชื่ออังกฤษ ไม่มี
ชื่อเขตแดนผักมันไก่  ผักลิ้นเขียด  พญาบ้องคำ  พญาบ้องดำ พญายอ  โพะโซ่จาง  เสมหะพังพอนตัวเมีย


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์


          ไม้พุ่มรอเลื้อย ลำต้นและก็แขนงสะอาดวาว สูงได้ถึง 3 เมตร ใบโดดเดี่ยวออกเรียงตรงกันข้าม รูปขอบขนานหรือขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 7-9 เซนติเมตร โคนใบมน ปลายใบแหลม ก้านใบยาว 0.5 เซ็นติเมตร ดอกเป็นช่อ ออกเป็นกลุ่มที่ปลายยอด กลีบสีส้มแดงเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น 2 ปาก ยาว 3-4 ซม. ไม่ติดฝัก


ส่วนที่ใช้เป็นยาแล้วก็คุณประโยชน์


-ส่วนใบ รักษาอาการเพราะว่าแมลงกัดต่อยและโรคเริม


สารสำคัญที่ออกฤทธิ์


สารฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ลดการอักเสบ สารกลุ่ม monoglycosyl diglycerides ได้แก่ 1,2-O-dilinolenoyl-3-O-b-d-glucopyranosyl-sn-glycerol และก็สารกรุ๊ป glycoglycerolipids จากใบ  มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสเริม


ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา


ฤทธิ์ลดการอักเสบ
       เมื่อป้อนสารสกัดจากใบด้วยเอ็นบิวทานอลให้หนูแรท  หรือฉีดสารสกัดด้วยน้ำจากใบเข้าท้องของหนูแรท  จะลดการอักเสบของข้อเท้าหนูแรทที่ทำให้บวมด้วยสารคาราจีแนน (carrageenan) ได้   ตำรับยาที่มีพญายอปริมาณร้อยละ 5  ใน cold cream แล้วก็สารสกัดด้วยเอทานอลจากใบ เมื่อเอามาทาเฉพาะที่ให้หนูแรท จะสามารถลดการอักเสบเรื้อรังได้  แต่เมื่อใช้สารสกัดด้วยนเอ็นบิวทานอลทาที่ผิวหนังจะไม่เป็นผล
ฤทธิ์ลดลักษณะของการปวด
                 เมื่อให้หนูเม้าส์กินสารสกัดด้วยเอ็นบิวทานอลจากใบ จะลดความเจ็บปวดของหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้ปวดด้วยกรดอะซีตำหนิค  โดยสารสกัดความแรง 90 มก./กก. จะมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับเฟนนิวบิวทาโซนขนาด 100 มก./กิโลกรัม (5)  ส่วนสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์ม (2)  สารสกัดด้วยน้ำ และก็สารสกัดด้วยเอทานอล 50% จากใบ (3) ไม่เป็นผลลดความเจ็บ

ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส
ไวรัสเริม
       พญายอสารสกัดด้วยเฮกเซน บิวทานอล และเอทิลอะสิเตทจากใบ มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัสเชื้อเริม HSV-1  และก็เมื่อนำไปทำเป็นตำรับเจลโดยใช้สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ที่ความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 4 แล้วก็ใช้ carbopol 940 เป็นสารก่อเจล  พบว่า มีฤทธิ์ต้านไวรัสได้ดิบได้ดีและไม่เป็นพิษต่อเซลล์  ตอนที่เมื่อใช้สารก่อเจล poloxamer 407 จะเป็นพิษต่อเซลล์
                 จากรายงานการดูแลและรักษาคนไข้โรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ประเภทเป็นซ้ำด้วยยาจากสารสกัดพญายอ เปรียบเทียบกับยา acyclovir  และก็ยาหลอก  โดยให้คนป่วยทายาวันละ 4 ครั้ง ตรงเวลา 6 วัน พบว่าไม่แตกต่างในช่วงเวลาการตกสะเก็ดของแผลคนป่วยที่ใช้ยาจากสารสกัดใบพญายอและยา acyclovir   โดยแผลจะตกสะเก็ดภายใน 3 วัน และหายสนิทด้านใน 7 วัน ซึ่งผิดแผกแตกต่างกับยาหลอกอย่างเป็นจริงเป็นจัง ยาที่สกัดจากใบพญายอไม่นำมาซึ่งการอักเสบ เคือง ในช่วงเวลาที่ acyclovir ทำให้แสบ   ยิ่งไปกว่านี้มีการใช้ยาที่ทำมาจากพญายอ ในผู้ป่วยโรคเริม งูสวัด แล้วก็แผลอักเสบในปาก พบว่าสามารถรักษาแผลรวมทั้งลดการอักเสบก้าวหน้า   
เชื้อไวรัส Varicella zoster
                 สารสกัดจากใบพญายอออกฤทธิ์ทำลายเชื้อไวรัส Varicella zoster ที่เป็นต้นเหตุโรคงูสวัดและอีสุกอีใสได้โดยตรงก่อนที่ไวรัสจะเข้าสู่เซลล์
จากรายงานการดูแลรักษาคนไข้โรคงูสวัดด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอเปรียบเทียบกับยาหลอก  โดยให้ป้ายยาวันละ 5 ครั้ง เป็นเวลา 7-14 วัน จวบจนกระทั่งแผลจะหาย  พบว่าผู้เจ็บป่วยที่รักษาด้วยสารสกัดจากใบพญายอ แล้วมีแผลตกสะเก็ดภายใน 3 วัน แล้วก็หายภายใน 7-10 วัน จะมีมากไม่น้อยเลยทีเดียวกว่ากรุ๊ปหวานใจษาด้วยยาหลอกอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ ระดับความเจ็บปวดลดลงเร็วกว่ากลุ่มยาหลอก และไม่เจอผลข้างเคียงใดๆ


อาการข้างๆ


ความเป็นพิษทั่วไปและต่อระบบสืบพันธุ์


การทดลองความเป็นพิษ
เมื่อป้อนสารสกัดด้วยเอ็นบิวทานอลจากใบให้หนูเม้าส์ พบว่าเป็นพิษน้อย แต่มีพิษปานกลางเมื่อฉีดเข้าช่องท้อง  ส่วนสารสกัดด้วยเอทานอลขนาด 1.3 กรัม/โล (หรือเทียบเท่าใบแห้ง 5.44 กรัม/โล) เมื่อป้อนเข้าทางปากหรือฉีดเข้าช่องท้องหนูเม้าส์ ไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการพิษใดๆ
การเรียนพิษ
[url=http://www.disthai.com/16913677/%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD-%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A2]พญายอ[/url]ครึ่งเรื้อรัง พบว่าเมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบขนาด 270 มก./กก. และ 540 มก./กิโลกรัม ทุกวัน นาน 6 อาทิตย์ พบว่าไม่เป็นผลต่อการเติบโต แต่ว่าน้ำหนักต่อมธัยมัเศร้าใจลง ตอนที่น้ำหนักตับเพิ่มขึ้น ไม่เจอความเปลี่ยนไปจากปกติต่ออวัยวะอื่น และไม่เจออาการไม่ปรารถนาอะไรก็ตาม หนูแรทที่รับประทานสารสกัดด้วยเอทานอลขนาด 1 กรัม/โล ทุกเมื่อเชื่อวันนาน 90 วัน พบว่าการกินอาหารของกลุ่มที่ได้รับสารสกัดและก็กรุ๊ปควบคุมไม่แตกต่างกัน แต่น้ำหนักของหนูเพศผู้ที่ได้สารสกัดขนาด 1.0 กรัม/โล ต่ำลงมากยิ่งกว่าพญายอกลุ่มควบคุม  เกร็ดเลือดของหนูแรททั้งสองเพศสูงยิ่งกว่า และครีอาตำหนินินน้อยกว่ากรุ๊ปควบคุม  แม้กระนั้นไม่พบความไม่ปกติด้านจุลพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน แล้วก็พยาธิสภาพข้างนอกhttp://www.disthai.com/

2

รากสามสิบ
รากสามสิบ สรรพคุณ ว่านสามสิบ แบบเรียนยาพื้นบ้าน ใช้ ทั้งต้นหรือราก ต้มน้ำ แก้แท้งลูก แล้วก็โรคคอพอก ราก มีรสเฝื่อนเย็น กินเป็นยาแก้พิษร้อนในอยากดื่มน้ำ แก้ปวดเมื่อย ครั่นเนื้อครั่นตัว ฝนทาแก้พิษแมลงป่องกัดต่อย แก้ปวดฝี ทำให้เย็น ถอนพิษฝี พิษปวดแสบปวดร้อน ช่วยทำนุบำรุงเด็กในครรภ์ บำรุงตับ ปอด ชูกำลัง ผสมกับเหง้าขิงป่า รวมทั้งต้นจันทน์แดงผสมเหล้าโรงใช้เป็นยาแก้วิงเวียน อีกทั้งต้นหรือราก ต้มน้ำ แก้แท้งลูก และโรคคอพอก ผล มีรสเย็น ปรุงเป็นยาแก้พิษไข้เซื่องซึม แก้พิษไข้กลับ ไข้ซ้ำ มักใช้ร่วมกับผลราชดัด เพื่อดับพิษไข้จากบิดเรื้อรัง
รากสามสิบ ช่วยเหลือความรัก และก็ กระชับความเกี่ยวเนื่องให้ชีวิตการครองเรือน คลายกล้ามของมดลูก บำรุงหัวใจ ,แก้การอักเสบ ,บำรุงเลือด แก้ปวดเมนส์ ระดูมาไม่ดีเหมือนปกติ ลดภาวะมีลูกยาก เสริมฮอร์โมนผู้หญิง กระชับช่องคลอด ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว บำรุงผิวพรรณ ลดสิวฝ้า ชลอความแก่ แก้อาการวัยทอง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Asparagus racemosus Willd.
ตระกูล : Asparagaceae
ชื่ออื่น : สาวร้อยสามี รากศตวารี จ๋วงเครือ (เหนือ) ผักชีช้าง (จังหวัดหนองคาย) ผักหนาม (จังหวัดนครราชสีมา) สามร้อยราก (จังหวัดกาญจนบุรี) สามสิบ ชีช้าง จั่นดิน ม้าสามต๋อน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้เลื้อย เนื้อแข็ง ลำต้นสีเขียว มีหนามแหลม มักเลื้อยพันตันไม้อื่น เลื้อยยาว 1.5-4 เมตร เถากลมเรียบ เถาอ่อนเป็นเหลี่ยม ตามข้อเถามีหนามแหลม มีเหง้าและก็รากใต้ดินออกเป็นกระจุกเหมือนกระสวยออกเป็นพวงเหมือนรากกระชาย อวบน้ำ เป็นเส้นกลมยาว โตกว่าเถามาก ลำต้นมีหนาม เถาเล็กเรียว กลม สีเขียว ใบคนเดียว แข็ง ออกรอบข้อ เป็นฝอยเล็กๆคล้ายหางกระรอก สีเขียวดก หรือเป็นกลุ่ม 3-4 ใบ เรียงแบบสลับ ใบรูปเข็ม กว้าง 0.5-1 มิลลิเมตร ยาว 3-6 ซม. แผ่นใบมักโค้ง สันเป็นสามเหลี่ยม มี 3 สัน ปลายใบแหลม เป็นรูปเคียว โคนใบแหลม มีหนามที่ซอกกระจุกใบ ก้านใบยาว 13-20 เซนติเมตร ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่งหรือซอกใบ แบบช่อกระจะ ยาว 2-4 เซนติเมตร ดอกย่อย สีขาว ขนาดเล็ก มีกลิ่นหอมสดชื่น มี 12-17 ดอก ก้านดอกย่อย ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร กลีบรวม มี 6 กลีบ เชื่อมกันเป็นหลอดรูปดอกเข็ม ปลายแยกเป็นแฉก ส่วนหลอดยาว 2-3 มม. ส่วนแฉกรูปช้อน ยาว 3-4 มม. กลีบดอกไม้บางแล้วก็ร่น เกสรเพศผู้ เชื่อมแล้วก็อยู่ตรงกันข้ามกลีบรวม ขนาดเล็กมี 6 อัน ก้านยกอับเรณูสีขาว อับเรณูสีน้ำตาลเข้ม รังไข่รูปไข่กลับ ยาวราวๆ 1 มม. อยู่เหนือวงกลีบ มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีออวุล 2 เมล็ด หรือมากยิ่งกว่า ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็นสามแฉกขนาดเล็ก ผลสด ออกจะกลม หรือเป็น 3 พู ผิวเรียบวาว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-6 มม. ผลอ่อนสีเขียวเมื่อสุกสีแดงหรือม่วงแดง เม็ดสีดำ มี 2-6 เม็ด มีดอกช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน พบตามป่าโปร่ง หรือเขาหินปูน
สาวร้อยสามีหรือรากสามสิบ เป็นสมุนไพรไทยมีรสหวานเย็น ที่แอบแฝงไปด้วยคุณประโยชน์ขนานเอก บำรุงเครื่องเพศในสตรี และยังเสริมสมรรถภาพทางเพศให้แก่ชาย
นิยมนำส่วนของใบอ่อน ยอดอ่อน ผลอ่อน ซึ่งมีกลิ่นหอมสดชื่นคล้ายผักชีลาว มารับประทานเป็นผัก และนำส่วนของรากที่มีลักษณะคล้ายกระชาย แม้กระนั้นมีขนาดใหญ่และยาวกว่าอีกทั้งมีกลิ่นหอมสดชื่น มาใช้ดองยาสมุนไพร ชูกำลังในสตรีด้วยสรรพคุณที่สอดคล้องกับชื่อที่เรียกขานกันว่า สาวร้อยสามี ที่สื่อความหมายได้ว่า ไม่ว่าสาวใด อายุเท่าไหร่ อยู่ในวัยมีระดูหรือหมดเมนส์ก็ตาม ถ้าหากได้ทานหัวพืชชนิดนี้บ่อยๆ จะช่วยทำให้ดูเป็นสาวกว่าวัย มีพลังทางเพศ รวมทั้งยังช่วยเพิ่มขนาดของอก ด้วยแนวทางนำรากสดมาต้มกินหรือถ้าไม่อย่างนั้นก็อาจจะนำรากไปตากแห้ง แล้วนำมาบดเป็นผงปั้นเป็นลูกกลอนผสมกับน้ำผึ้งกินก็ได้เหมือนกันตามตำราอายุรเวท มีการใช้รากสามสิบเป็นสมุนไพรหลักสำหรับบำรุงในเพศหญิง ช่วยทำให้สตรีกลับมาเป็นสาวได้อีกรอบ
ในอินเดียก็เรียกสมุนไพรประเภทนี้คล้ายกับเมืองไทย โดยในภาษาสันสกฤต เรียกว่า ศตาวรี (Shtavari) แปลว่า ต้นไม้ที่มีรากหนึ่งร้อยราก หรือบางตำรากล่าวว่าคือ สตรีที่มีร้อยผัว “Satavari” (this is an India word meaning’a woman who has a hundred husbands) รากสามสิบเป็นสมุนไพรที่ถูกเอ่ยถึงในหนังสือ พระเวท ซึ่งเป็นคำภีร์ที่มีมาก่อนอายุรเวทด้วย ก็เลยคงจะนับได้ว่าเป็นสมุนไพรที่มีการใช้มานานหลายพันปีแล้ว รวมทั้งในอินเดียใช้ รากสามสิบ ทำเป็นของหวานเช่นเดียวกับเมืองไทย
ในหนังสือเรียนอายุรเวทใช้รากสามสิบเป็นสมุนไพรหลักสำหรับบำรุงในหญิง ในการทำให้ผู้หญิงกลับมาเป็นสาว (Female rejuvention) นอกเหนือจากนี้ยังช่วยแก้ไขปัญหาอื่นๆของหญิงดังเช่นว่า สภาวะรอบเดือนเปลี่ยนไปจากปกติ ปวดประจำเดือน สภาวะมีบุตรยาก ตกขาว ภาวะอารมณ์ทางเพศเสื่อมโทรม ภาวการณ์หมดปะจำเดือน(menopause) และใช้บำรุงนมบำรุงครรภ์ คุ้มครองป้องกันการแท้ง (habitual abortion) รวมทั้งอาการที่ไม่พึงประสงค์อื่นๆของสตรี
สมุนไพรประเภทนี้จะเด่นต่อเพศหญิงแล้ว ในประเทศอินเดียยังคงใช้สำหรับในการเพิ่มพลังทางเพศให้กับเพศชายอีกด้วย ซึ่งก็อาจคล้ายกับทางภาคเหนือของไทยที่ใช้สาวร้อยสามี หรือที่เรียกในภาคเหนือว่า “ม้าสามต๋อน” เป็นยาดองเพื่อเพิ่มพลังทางเพศชาย และก็ยังใช้เพื่อคุณประโยชน์ทางยาอื่นๆอีกมาก ดังเช่น ยาแก้ไอ ยารักษาโรคกระเพาะ ยาแก้บิด แก้ไข้ แก้อักเสบ ซึ่งจัดได้ว่าสมุนไพรประเภทนี้เป็นสมุนไพร ที่ใช้มากที่สุดในประเทศอินเดีย ปัจจุบันนี้มีสารสกัดด้วยน้ำ ของรากสามสิบ จากอินเดียไปขายที่สหรัฐฯ ในลักษณะเป็น dietary supplement หรือพวกอาหารเสริมที่สามารถขายได้ ทั่วไปไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์

สรรพคุณสมุนไพรรากสามสิบ (รากศตวารี)
ช่วยสร้างสมดุล แก่ระบบฮอร์โมนผู้หญิง
แก้ปวดเมนส์
แก้เมนส์มาเปลี่ยนไปจากปกติ
แก้อาการตกขาว
แก้ไขปัญหาช่องคลอดอักเสบ ช่วยขจัดกลิ่นในช่องคลอด
ช่วยให้ช่องคลอดกระชับ
จัดการกับปัญหาการมีลูกยาก ป้องกันการแท้งลูก
บำรุงนม
ช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว
ช่วยระบาย ขับฉี่
ลดกลิ่นเต่า กลิ่นปาก
ช่วยเพิ่มขนาดทรวงอก และก็บั้นท้าย
กระชับสัดส่วน
ช่วยลดไขมันส่วนเกิน
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
บำรุงเลือด และก็บำรุงหัวใจ
บำรุงฮอร์โมนเพศ
บำรุงผิวพรรณ
ลดสิว ลดฝ้า ช่วยผิวขาวใส
แก้อาการวัยทอง ชะลอความแก่
ใช้รักษาโรคตับ ปอดทุพพลภาพ
ชูกำลัง แก้กระษัย
ข้อควรไตร่ตรองสำหรับเพื่อการใช้รากสามสิบ
รายงานการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์พบว่ารากสามสิบมีฤทธิ์ราวกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ด้วยเหตุผลดังกล่าวก็เลยห้ามนำมาใช้ในสตรีที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคโรคมะเร็ง ยกตัวอย่างเช่น ผู้เจ็บป่วยโรค uterine fribrosis หรือ fibrocystic breast
ผลที่เกิดจากการวิจัยสมุนไพรรากสามสิบ
การเรียนในหนูแรทของสารสกัดรากด้วยเอทานอลต้นรากสามสิบ แบ่งเป็น 2 ช่วงเป็นตอนฉับพลัน รวมทั้งช่วงยาวสม่ำเสมอ
โดยการศึกษาในระยะเฉียบพลันป้อนสารสกัดเอทานอลต้นรากสามสิบขนาด 1.25 กรัม/กก. ให้กับหนูแรทที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน รวมทั้งหนูแรทที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 รวมทั้ง ประเภทที่ 2 พบว่าไม่มีผลลดระดับน้ำตาลในเลือด แม้กระนั้นช่วยทำให้ทนต่อการเพิ่มขึ้นของเดกซ์โทรส (glucose tolerance) ในนาทีที่ 30 ดียิ่งขึ้น แล้วก็การศึกษาเล่าเรียนช่วงยาวตลอดโดยป้อนสารสกัดเอทานอลรากสามสิบขนาด 1.25 กรัม/กิโลกรัมวันละ 2 ครั้ง นาน 28 วัน ให้กับหนูที่เป็นโรคเบาหวานจำพวกที่ 2 ในช่วงเวลาที่หนูโรคเบาหวานกรุ๊ปควบคุมได้รับน้ำในขนาดที่เท่ากัน พบว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แล้วก็เพิ่มระดับของอินซูลิน 30% เมื่อเทียบกับกรุ๊ปโรคเบาหวานควบคุม นอกจากนั้นยังเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มระดับอินซูลินในตับอ่อน และเพิ่มกลัยวัวเจนที่ตับเมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปเบาหวานควบคุม จากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดของสารสกัดรากสามสิบน่าจะเป็นผลมาจากการยับยั้งการย่อยรวมทั้งการดูดซึมสารคาร์โบไฮเดรต แล้วก็การเพิ่มการหลั่งอินซูลิน ซึ่งต้นรากสามสิบน่าจะมีคุณประโยชน์ในการนำมารักษาคนเจ็บโรคเบาหวานได้
ที่มา : หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/

3

ตะไคร้
ตะไคร้ ชื่อสามัญ Lemongrass
ตะไคร้ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cymbopogon citratus (DC.) Stapf จัดอยู่ในสกุลหญ้า (POACEAE หรือ GRAMINEAE)
ตะไคร้จัดเป็นไม้ล้มลุกเชื้อสายหญ้า ใบมีลักษณะเรียวยาว ปลายใบมีขนหนาม เป็นสมุนไพรไทยประเภทหนึ่งที่นิยมนำมาปรุงอาหาร โดยตะไคร้แบ่งออกเป็น 6 จำพวก เช่น ตะไคร้หอม ตะไคร้กอ ตะไคร้ต้น ตะไคร้น้ำ ตะไคร้หางนาค รวมทั้งตะไคร้หางราชสีห์ ซึ่งเป็นสมุนไพรไทยที่นิยมปลูกทั่วไปในบ้านเรา โดยมีถื่นกำเนิดในประเทศประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย พม่า ศรีลังกา และไทย
ตะไคร้ เป็นทั้งยังยารักษาโรคและก็ยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่มีคุณประโยชน์ต่อสภาพร่างกายอีกด้วย ดังเช่นว่า วิตามินเอ ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก อื่นๆอีกมากมาย
สรรพคุณของตะไคร้
มีส่วนช่วยในการขับเหงื่อ
เป็นยาบำรุงธาตุไฟให้เจริญ (ต้นตะไคร้)
มีคุณประโยชน์เป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยสำหรับในการเจริญอาหาร
ช่วยแก้อาการเบื่อข้าว (ต้น)
สารสกัดจากตะไคร้มีส่วนช่วยในการคุ้มครองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
แก้และทุเลาอาการหวัด อาการไอ
ช่วยรักษาอาการไข้ (ใบสด)
ใช้เป็นยาแก้ไข้เหนือ (ราก)
น้ำมันหอมระเหยของใบตะไคร้สามารถทุเลาลักษณะของการปวดได้
ช่วยแก้ลักษณะของการปวดหัว
ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง (ใบสด)
ใช้เป็นยาแก้คลื่นไส้ถ้าใช้ประโยชน์ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ(หัวตะไคร้)
ช่่วยแก้อาการกษัยเส้นและก็แก้ลมใบ (หัวตะไคร้)
รักษาโรคหอบหืดด้วยการใช้ต้นตะไคร้
ช่วยแก้อาการเสียดแน่นแสบรอบๆหน้าอก (ราก)
ใช้เป็นยาแก้ลักษณะของการปวดท้องรวมทั้งอาการท้องเสีย (ราก)
ช่วยแก้และทุเลาลักษณะของการปวดท้อง
ช่วยรักษาอาการท้องอืดท้องอืด (หัวตะไคร้)
ช่วยสำหรับการขับน้ำดีมาช่วยย่อยของกิน
น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้มีส่วนช่วยลดการบีบตัวของลำไส้ได้
มีฤทธิ์ช่วยในการขับปัสสาวะ
ช่วยแก้อาการปัสสาวะพิการรวมทั้งรักษาโรคนิ่ว (หัวตะไคร้)
ช่วยแก้อาการขัดเบา (หัวตะไคร้)
ใช้เป็นยาแก้ขับลม (ต้น)
ช่วยรักษาอหิวาตกโรค
ช่วยแก้ลมอัมพาต (หัวตะไคร้)
ใช้เป็นยารักษาโรคเกลื้อน (หัวตะไคร้)
น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ สามารถช่วยต้านทานเชื้อราบนผิวหนังได้อย่างดีเยี่ยม
ช่วยแก้โรคหนองใน แม้นำไปผสมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆ

ประโยชน์ของตะไคร้
นำมาใช้ทำเป็นน้ำตะไคร้หอม น้ำตะไคร้ใบเตย ช่วยดับร้อนแก้หิวได้อย่างดีเยี่ยม
ช่วยในการบำรุงและก็รักษาสายตา
มีส่วนช่วยสำหรับในการบำรุงกระดูกรวมทั้งฟันให้แข็งแรง
มีส่วนช่วยสำหรับการบำรุงสมองและเพิ่มสมาธิ
สามารถนำมาใช้ทำเป็นยานวดได้
ช่วยไขปัญหาผมแตกปลาย (ต้น)
มีฤทธิ์เป็นยาช่วยสำหรับเพื่อการนอนหลับ
การปลูกตะไคร้ร่วมกับผักประเภทอื่นๆจะช่วยคุ้มครองปกป้องแมลงได้อย่างดีเยี่ยม
นำมาใช้เป็นส่วนประกอบของสารยับยั้งกลิ่นต่างๆ
ต้นตะไคร้ช่วยขจัดกลิ่นคาวหรือเหม็นคาวของปลาได้อย่างดีเยี่ยม
กลิ่นหอมสดชื่นของตะไคร้สามารถช่วยไล่ยุงรวมทั้งกำจัดยุงได้เป็นอย่างดี
เป็นองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ประเภทยากันยุงชนิดต่างๆเช่น ยากันยุงตะไคร้หอม
สามารถนำไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายประเภท เป็นต้นว่า เครื่องปรุงอบแห้ง ตะไคร้แห้งสำหรับชงดื่ม นำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย เป็นต้น
มักนิยมประยุกต์ใช้สำหรับการปรุงอาหารหลายชนิด ยกตัวอย่างเช่น ต้มยำ และอาหารไทยอื่นๆเพื่อเพิ่มรส
แนวทางทําน้ําตะไคร้หอม
คุณประโยชน์ตะไคร้จัดแจงวัตถุดิบดังต่อไปนี้ ตะไคร้ 1 ต้น / น้ำเชื่อม 15 กรัม / น้ำดื่ม 240 กรัม
ล้างตะไคร้ให้สะอาด แล้วเอามาหั่นเป็นท่อน ตีให้แตก
ใส่ลงหม้อต้มกับน้ำให้เดือด จนกว่าน้ำตะไคร้ออกมาคละเคล้ากับน้ำจนกระทั่งเป็นสีเขียว
คอยชั่วประเดี๋ยวแล้วชูลง จากนั้นกรองเอาตะไคร้ออกแล้วเติมน้ำเชื่อมให้ได้รสตามพอใจ
เสร็จแล้วขั้นตอนการทำน้ำตะไคร้
วิธีทําน้ําตะไคร้ใบเตย
น้ำตะไคร้ การทําน้ําตะไคร้ใบเตยนั้นอย่างแรกให้จัดเตรียมวัตถุดิบดังต่อไปนี้ ตะไคร้ 2 ต้น / ใบเตย 3 ใบ / น้ำ 1-2 ลิตร / น้ำตาลแดง 2 ช้อนชา (จะใส่หรือไม่ก็ได้)
นำตะไคร้มาตีให้แหลกพอประมาณ แล้วใช้ใบเตยมัดตะไคร้ไว้ให้เป็นก้อน
ใส่ตะไคร้รวมทั้งใบเตยลงไปในหม้อแล้วเติมน้ำ 1 ถึง 2 ลิตร แล้วต้มให้เดือดสักโดยประมาณ 5 นาที เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยสำหรับวิธีการทําน้ํา ตะไคร้
โดยตะไคร้แล้วก็ใบเตยชุดเดียวกัน สามารถเพิ่มน้ำต้มใหม่ได้ 2-3 รอบ แต่รสอาจจืดชืดลงไปบ้าง เอามาดื่มแทนน้ำช่วยเพิ่มความมีชีวิตชีวา แถมช่วยบำรุงสุขภาพอีกด้วย
คุณค่าทางโภชนาการของตะไคร้
การเรียนของตะไคร้ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 143 กิโลแคลอรี่ มีสารอาหารสำคัญประกอบด้วย โปรตีน 1.2 กรัม ไขมัน 2.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 29.7 กรัม เส้นใย 4.2 กรัม แคลเซียม 35 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม เหล็ก 2.6 มิลลิกรัม วิตามินเอ 43 ไมโครกรัม ไทอามีน 0.05 มก. ไรโบฟลาวิน 0.02 มิลลิกรัม ไนอาซิน 2.2 มก. วิตามินซี 1 มก. และก็ เถ้า 1.4 กรัม
โทษของตะไคร้
พิษของน้ำมันตะไคร้ จำนวนน้ำมันตะไคร้ ที่ทำให้หนูขาวตายที่กึ่งหนึ่งของจำนวนหนูขาวทั้งปวง ด้วยการให้ทางปาก  ที่ความเข้มข้น 5,000 มิลลิกรัม/กิโล รวมทั้งการให้น้ำมันหอมระเหยทางกระเพาของกินแก่กระต่ายที่ทำให้กระต่ายตายที่กึ่งหนึ่ง พบว่า มีจำนวนความเข้มข้นเดียวกันกับการให้แก่หนูขาว พิษกระทันหันของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ที่ความเข้มข้น 1,500 ppm ในระยะเวลา 60 วัน กลับได้มาพบว่า หนูขาวที่ได้รับน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้มีการเติบโตเร็วกว่ากรุ๊ปที่ไม้ได้รับ และค่าทางเคมีของเลือดไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

4

น้ำมันเหลือง เป็นยังไง ?
น้ำมันเหลือง ยาแผนโบราณจากพืชสมุนไพรประสิทธิภาพยอดเยี่ยม ทำมาจากพืชสมุนไพรชนิดต่างๆกัน คุณประโยชน์ที่ใช้ดม ทา นวด เพื่อทุเลาอาการต่างๆคุณประโยชน์นี้ไม่เป็นรองยาแผนปัจจุบันอย่างยิ่งจริงๆ
การใช้นำมันนวดตามจุดต่างๆ
การนวดน้ำมันเหลืองเป็นวิธีสำหรับในการดูแลสภาพผิวแล้วก็สุขภาพที่ขอแนะนำเป็นการนวด ที่สกัดจากสมุนไพรและก็พืชต่างๆที่อุดมไปด้วยประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ โดนการนำสารสกัดกลิ่นแล้วก็เนื้อน้ำมันพวกนั้นมานวดตามจุดต่างๆของร่างกายด้วยกลิ่นหอมสดชื่น แล้วก็สัมผัสของของน้ำมันที่เต็มไปด้วยธรรมชาติจะเข้าไปช่วยกระตุ้นระบบต่างๆของร่างกาย ลดความเคร่งเครียด ทำให้เราผ่อนคลาย รวมไปถึงช่วยในเรื่องของความชุ่มชื้นแล้วก็ผิวพรรณให้ดูดีขึ้นด้วย วันนี้เราจะพาไปดูคุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากการนวดน้ำมันว่าเป็นประโยชน์ในด้านใดบ้าง
โรคนี้จะไม่อาจจะหายไปได้เอง!
โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่สามารถที่จะหายสนิทได้เอง ถึงแม้อาการที่แสดงออกมาจะร้ายแรงน้อยลงก็ตาม แล้วก็ท้ายที่สุดก็จะเปลี่ยนเป็นโรคเรื้อรังและนำไปสู่ความทุกข์ยากสำหรับเพื่อการดำเนินชีวิตเยอะขึ้น
เมื่อปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆปัญหาเรื่องข้อที่มีอยู่ก็จะลุกลามไปจนถึงทำให้มีเพียงแต่การผ่าตัดเท่านั้นที่จะเป็นทางออกเดียวที่ช่วยได้
ในบางกรณีที่เป็นรุนแรงมากจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงข้อต่อทั้งหมดด้วย
ความเจ็บปวดมีเพียงแต่จะมากเพิ่มขึ้น
การผ่าตัดสามารถหลบหลีกได้
ฟื้นฟูข้อต่อของคุณให้รวดเร็วทันใจที่สุดเท่าที่จะทำได้ตอนที่โรคยังไม่ได้ลุกลามเหลือเกินนัก
  หมอพื้นบ้านหรือการแพทย์แผนไทย ยอมรับในสรรพคุณอันดีเลิศของยาแผนโบราณตามตำรายาสมุนไพร ตำรับโบราณวัดโพธิ์หรือวัดพระเชตุพนกระจ่างมังคลาราม ซึ่งเป็นยาสมุนไพรแผนโบราณขนานเอกที่โด่งดังมีชื่อเสียงและได้รับความเชื่อใจสำหรับในการรักษาโรคมาเนิ่นนานแล้ว สมกับคำที่กล่าวไว้ว่า "นวดแผนโบราณ ยาแผนโบราณ ตำรายาสมุนไพร ต้องวัดโพธิ์ ภูมิปัญญาของคนไทยทั้งประเทศของบรรพบุรุษไทย"
ศิลปะที่งดงามของการนวดได้ทวีความร้ายแรงมากขึ้นด้วยการนวดน้ำมันบางมากมาย. น้ำมันนวดแต่ละคนมีคุณสมบัติรักษาโรคต่างๆที่มีเพื่อให้บริการด้านต่างๆสำหรับเพื่อการรักษาร่างกายและจิตใจของคุณอีกด้วย. เลือกน้ำมันที่ยอดเยี่ยมสำหรับสิ่งที่ต้องการส่วนบุคคลของคุณและก็ผ่อนคลายร่างกายของคุณด้วยการนวดผ่อนคลายแล้วก็ฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ, เพื่อรักษาความสมดุลด้านจิตวิญญาณของคุณและก็สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงที่สุดของร่างกายของคุณ.

  • คุณประโยชน์มีอะไรบ้าง ?


คุณประโยชน์ของน้ำมันเหลือง สมุนไพรนั้น มีมากมายก่ายกองทีเดียว
บรรเทาอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล เป็นหวัด แก้วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม
แก้เคล็ดปวดเมื่อย ฟกช้ำ ทาแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ปวดบวม
ทาท้องเพื่อขับลมด้านในท้อง
ทาแก้ผดผื่น ตุ่มคัน
ทาก่อนนอนทำให้หลับง่ายดายมากยิ่งขึ้น จิตใจสงบ ผ่อนคลาย ทาถูนวดฝ่าตีน ไล่เลือดลม
ใช้ทาแก้ เหน็บชา ตะคริว ปวดสันหลังปวดบั้นเอว ปวดหัวเข่า ปวดขา บวมช้ำ ปวดกล้ามเนื้อ ดมกลิ่นแก้อ้วก วิงเวียน อาการหอบหืด และก็ไซนัส
- บรรเทาอาการเวียนหัวศีรษะ หน้ามืด เหมือนจะเป็นลมเป็นแล้ง
- แก้เคล็ดลับขัดยอก ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย
- ทาท้องเพื่อขับลมข้างในท้อง
- ทาแผลมีดบาด ทาแก้ผดผื่น
- ทาก่อนนอนช่วยทำให้หลับง่ายมากยิ่งขึ้น
- ทุเลาอาการคัดจมูก เพราะเหตุว่าหวัด
น้ำมันเหลืองผลการค้นคว้าจากมหาวิทยาลัยบอสตันเปิดเผยว่า คนไข้โรคมะเร็งระยะแพร่ที่ได้รับการนวดตัว จะสามารถนอนได้ดิบได้ดีขึ้น ทุเลาอาการเจ็บปวด รวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลที่เกิดจากการวิจัยของ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center in New York City ในปี 2004 ที่เผยว่า คนไข้โรคมะเร็งระยะแพร่ จะทรมานจากลักษณะการเจ็บปวดน้อยลง คลื่นไส้น้อยครั้ง ไหมคลื่นไส้เลย รู้สึกแจ่มใสขึ้น ความดันดีมากกว่าเดิม แล้วก็เครียดจากอาการป่วยน้อยลง ภายหลังจากได้รับการบำบัดด้วยแนวทางนวด
การเลือกน้ำมันนวด
การเลือกน้ำมันเหลืองขึ้นกับการใช้งาน แล้วก็คุณประโยชน์ต่างๆของน้ำมันเหลืองแต่ละชนิด โดยส่วนใหญ่น้ำมันฐานรากที่นิยมนำมาผสมทำน้ำมันเหลือง อาทิเช่น น้ำมันที่สกัดจากเมล็ดทานตะวัน เป็นต้น ซึ่งมีวิตามินอี สูงยิ่งกว่าน้ำมันที่ทำขึ้นมาจากถั่วเหลือง และก็น้ำมันเมล็ดข้าวโพดถึง 3 เท่า วิตามินอี ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดักจับ แล้วก็ทำลายของเสียที่ทำร้ายเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ลกไขมันในเส้นโลหิต คุ้มครองปกป้องการเกิดโรคมะเร็ง ยิ่งไปกว่านี้น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันยังมีกรดไขมันไม่อิ่ม กรดไลโนเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อสภาพร่างกาย อีกทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณนุ่มชุ่มชื่น
โดยทั้งนี้น้ำมันแต่ละจำพวกจะมีคุณสมบัติ แล้วก็คุณค่าที่นาๆประการ ขึ้นกับการเลือกใช้ให้เหมาะสมตามการใช้งาน
สิ่งของ อุปกรณ์
1.เมนทอล 300 กรัม
2.พิมเสน 100 กรัม
3.การบูร 100 กรัม
4.หัวไพลแก่จัด 200 กรัม
5.น้ำมันงาบริสูทธิ์ 50 กรัม
6.กระทะสำหรับทอดหัวไพล
7.ภาชนะสำหรับผสมสาร ได้แก่ ขวดใส่กาแฟ ขวดแก้ว
ขั้นตอนการทำ
1.ล้างหัวไพลให้สะอาดตากให้แห้ง หั่นเป็นชิ้นเล็กๆตากแห้ง
2.ทอดหัวไพลในน้ำมันงาโดยใช้ไฟอ่อนๆทอดไปจนถึงน้ำมันเป็นสีเหลือง เสร็จแล้วใส่สมุนไพรครั้งละตัวทอดถึงแม้ว่าจะหมดฟองยกลงจากเตากรองเอากากทิ้ง
3.นำส่วนประกอบอีกทั้ง 3 ชนิด ในอัตราส่วนที่ระบุเป็น(เมนทอล 3 ส่วน พิมเสน 1 ส่วน พิมเสน 1 การบูร 1 ส่วน )เทผสมรวมกันในภาชนะสำหรับผสมสาร
4.ใช้ไม้พายเล็กคนให้ส่วนประกอบทั้งหมดทั้งปวงละลายเป็นของเหลว (ถ้าเกิดไม่ใช่ไม้คนอาจใช้กรรมวิธีการเขย่าขวดให้ส่วนผสมละลายก็ได้
5.เติมน้ำมันที่สกัดจากหัวไพลลงไป คนให้เข้ามาเป็นเนื้อเดียว
6.น้ำมันเหลืองที่ได้บรรจุขวดปิดฝาให้แน่น
คุณประโยชน์น้ำมันเหลือง เป็นผลิตภัณฑ์ ที่คนโดยมากนิยมทำใช้กันเอง เพราะเหตุว่าสมุนไพรหาได้ง่าย ใช้ทาแก้อัมพาต เหน็บชา ปวดสันหลังปวด บั้นเอว ปวดเข่า ฟกช้ำดำเขียว ปวดกล้ามเนื้อ สูดแก้คลื่นใส้ เวียนหัว หอบหือ แล้วก็ไซนัส

5

ขายกระชายดำสุดยอดสมุนไพรไทย
ขายส่งกระชายดำ ถิ่นกำเนินจะอยู่บริเวณในแถบเอเซียอาคเนย์และก็ สามารถเจอกระชายดำ ที่มีหลายชิ้นนั้นจะในบริเวณประเทศมาเล และเกาะสุมาตรา เกาะบอร์เนียว อินโดคำพูดน รวมทั้งไทยซึ่งจะมี อยู่ดกแนนมากมายและยังมีการกระจัดกระจายประเภทของ ขายกระชายดำ[/url][/u]ไปทั่วในทวีปเอเชียเขตร้อน ยกตัวอย่างเช่นจีนตอนใต้ อินเดีย และประเทศพม่า
สำหรับประเทศไทยกระชายดำ ได้เป็นสมุนไพร ที่นิยมใช้กันเยอะมากจึงได้เริ่มปลูกขายกระชายดำ มากเพิ่มขึ้นเลื่อยๆใน จังหวัดต่างๆดังเช่น เลย ตาก กาญจนบุรี รวมทั้งจังหวัดอื่นๆของภาคเหนือ
ขายกระชายดำ นั้นมีคุณประโยชน์และก็คุณประโยชน์ มากมายและยังช่วยรักษาโรคต่างๆได้หลายประเภท
สรรพคุณและประโยชน์ทั้งสิ้นของ{การขายกระชายดำ
สมุนไพรกระชายดำ มักใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยชะลอความแก่ลง คนรุ่นเก่ามีความคิดว่าเมื่อนำ กระชายดำ ไปปลุกเสกจะมีคุณทางคงกระพัน
คนโบราณจะใช้กระชายดำ ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ช่วยเพิ่มสมรรถนะทางเพศ แก้ราคะตายเส้นด้าย(เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ) โดยการใช้ เหง้าหรือส่วนหัวของ กระชายดำ ผสมกับสมุนไพรอื่นๆนำมาดอกเหล้าเพื่อใช้เป็นยาชูกำลัง
รับผลิตกระชายดำกระชายดำสามารถบำรุงธาตุภายในร่างกายได้ดิบได้ดี ช่วยกระตุ้นระบบประสาท บำรุงประสาท ทำให้ร่างกายแคล่วคล่องว่องไว
ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ในช่วงเวลาค่ำคืน ทำให้นอนหลับสะบาย
ช่วยทำนุบำรุงหัวใจ ช่วยจยายเส้นโลหิตหัวใจ แก้โรคหัวใจ ช่วยบำรุงรักษาเลือด (บำรุงเลือด)
ส่วนประกอบสำคัญ
 

ผงกระชายดำ
ขายกระชายดำ ขายส่งกระชายดำ จำหน่ายกระชายดำ
แคปซูลกระชายดำ รับผลิตกระชายดำ
กระชายดำ เป็นยาอายุวัฒนะยอดนิยมกว้างขวาง
คนซื้อแล้วก็ในแวดวงแพทย์แผนไทย ได้มีประโยชน์ดังนี้
บำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง ขยายหลอดเลือดในหัวใจ แก้ปวดมวลท้อง ขับปัสวะ ลดลักษณะของการปวดปวดเมื่อย เพิ่มฮอร์โมนให้แก่เพศชาย
เพิ่มสมรรถนะทางเพศให้แก่ท่านชายได้อย่างดีเยี่ยม
เหมาะสำหรับชายที่อยากได้อยากกลับมาเป็นชายหนุ่มอีกรอบ
ขายส่งกระชายดำ มีคุณประโยชน์ บำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง
แก้จุกเสียด แก้ปวดท้อง ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ปวดเมื่อย
ในผู้ชาย กระชายดำช่วยบำรุงรักษาฮอร์โมนเพศ เพิ่มสมรรถนะ
ทางเพศ ช่วยให้อวัยวะแข็งนานขึ้น และในผู้หญิง
แคปซูลกระชายดำช่วยรักษาอาการมดลูกทุพพลภาพ มดลูกหย่อนยาน
ปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศ ยิ่งไปกว่านี้กระชายดำยังช่วยกระตุ้น
ระบบประสาท ช่วยทำให้นอนหลับได้ดิบได้ดีขึ้น แก้โรคบิด ขับเยี่ยว
และก็ช่วยรักษาอาการขัดเบา ช่วยขับพิษในร่างกาย รวมทั้งยังช่วย
รักษาโรคเกี่ยวกับท้อง เนื่องมาจากมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียในไส้ได้
แคปซูลกระชายดำช่วยให้ของลับชายแข็งได้ง่ายแล้วก็บ่อยครั้งขึ้น มีช่วงเวลาในการแข็งที่นาขึ้น แล้วก็สำหรับผู้ที่ไม่ได้มีปัญหาดังที่กล่าวถึงแล้วก็สามารถรับประทานเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงขึ้นได้
นอกเหนือจากการที่จะแคปซูลกระชายดำชูกำลังของ เพศชายแล้ว กระชายดำยังช่วยบำรุงโหลิตสตรี(บำรุงเลือดหญิง)
ช่วยแก้อาการตกขาวของหญิง
ช่วยขับระดู ช่วยให้รอบเดือนที่มาแตกต่างจากปกติ กลับมาปกติ
ช่วยแก้โรคมดลูกทุพพลภาพ มดลูกย่อนยานได้ โดยการนำเหง้าหรือหัวของ สมุนไพรกระชายดำ มาตำและก็สผมกับเหล้าขาว แล้วนำมาดื่ม
ช่วยขับพิษภายในร่างกาย
แก้อาการมือเท้าเย็น
แคปซูลกระชายดำช่วยรักษา อาการเหน็บชา
ช่วยรักษาอาการปวดตามข้อ
ช่วยรักษาโรคเก๊า
สมุนไพรอื่นๆ
เจียวกู่หลานสรรพคุณแพทย์แผนจีนใช้ส่วนเหนือดินหรือใบเป็นยาแก้อักเสบแก้ไอ ขับเสลดแก้หลอดลมอักเสบประเภทเรื้อรัง แพทย์แผนไทยใช้ส่วนที่เป็นก้านตากแห้งบดละเอียดเช่นเดียวกันแก้อ่อนเพลีย แก้แผลอักเสบ ช่วยให้ไม่อิดโรยง่าย แคปซูลกระชายดำเจียวกู่หลาน ในเจียวกู่หลานมีสารจีแพนโนไซด์ (Gypenoside) ที่ออกฤทธิ์คล้ายกับจินเซนโนไซด์ เจอได้ในโสม จึงทำให้มีสรรพคุณในแบบเรียนยาแผนโบราณหมายถึงช่วยทำนุบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง ช่วยเจริญอาหาร เป็นยาอายุวัฒนะ รวมถึงใช้ขับเสลด แก้ไอ แก้อักเสบ ทุเลาลักษณะของการปวดกระดูก ส่วนเจียวกู่หลานสำหรับการขายส่งกระชายดำแพทย์แผนปัจจุบันมีสรรพคุณ ลดไขมันและก็คลอเรสเตอรอลในเลือด ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ ปรับความสมดุลของระบบเลือด ลดระดับความดันโลหิต ควบคุมน้ำตาลในเลือด ป้องกันเบาหวาน ต้านทานอนุมูลอิสระ ปกป้องความเสื่อมโทรมของเซลล์ต่างๆในร่างกายรับผลิตกระชายดำทั้งยังยังเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์ปกป้องตับ ปกป้องโรคสูญเสียความจำ ต้านทานเซลล์ของโรคมะเร็ง ปกป้องการเกิดภาวการณ์ตันของเส้นเลือดในสมองได้ขายส่งกระชายดำ
คุณประโยชน์ชาเชียว

  • ชาเขียว มีส่วนในการรักษาโรคปวดหัวไปจนถึงโรคเซื่องซึมได้อย่างดีเยี่ยม โดยเมืองจีนได้มีการใช้ชาเขียวสำหรับในการรักษาโรคต่างๆมาตรงเวลามากกว่า 4,000 ปีมาแล้ว
  • มีส่วนช่วยแก้หวัด แก้อาการร้อนใน ช่วยสำหรับการขับพิษ และช่วยขับเหงื่อภายในร่างกาย
  • ช่วยแก้อาการเมามาย ทั้งยังยังทำให้สร่างเมาได้เป็นอย่างดีรับผลิตกระชายดำ
  • มีส่วนช่วยในการทำให้เกิดการเจริญก้าวหน้าอาหาร มีส่วนช่วยสำหรับการเพิ่มจำนวนแบคทีเรียประเภทดีในไส้ จึงมีส่วนช่วยสำหรับในการล้างพิษรวมทั้งช่วยกำจัดพิษในลำไส้ได้
  • ช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือดภายในร่างกาย
  • แคปซูลกระชายดำคุ้มครองปกป้องตับจากพิษต่างๆรวมทั้งโรคชนิดอื่นๆที่สามารถเกิดขึ้นกับตับได้
  • มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการต้านทานอาการอักเสบ ต้านจุลินทรีย์ที่อยู่ในไส้ ต้านทานเชื้อแบคทีเรียแล้วก็เชื้อไวรัส รวมถึงช่วยต้านเชื้อ Botulinus แล้วก็เชื่อ Staphylococcus
  • มีส่วนช่วยสำหรับในการขับปัสสาวะ และก็ช่วยคุ้มครองป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีรวมทั้งในไต
  • ช่วยในการห้ามเลือดหรือทำให้เลือดไหลได้ช้าลง
  • มีส่วนช่วยสำหรับการคุ้มครองโรคข้ออักเสบรูมาติก ซึ่งเป็นโรคที่มีลักษณะอาการอักเสบบวมแดง ส่งผลทำให้ปวดเมื่อตามกล้ามเนื้อแล้วก็ข้อต่อ โดยอาการรูปแบบนี้ชอบกำเนิดกับวัยกลางคนขายส่งกระชายดำ
  • ใช้เป็นยาพอกเพื่อรักษาแผลอักเสบ แผลพุพอง ฝีหนอง ไฟไหม้ แล้วก็ช่วยทุเลาอาการผดผื่นคัน แมลงสัตว์กัดต่อย ใช้เป็นยากันยุง และก็แก้ผิวร้อนแห้งได้อย่างดีเยี่ยม
  • มีส่วนช่วยในการทำให้เกิดการผ่อนคลายอารมณ์ ช่วยระบายความร้อนที่เกิดกับศีรษะและก็เบ้าตา ก็เลยทำให้ตาสว่าง ไม่ง่วง แถมยังส่งผลให้หายใจแจ่มใสได้อีกด้วยรับผลิตกระชายดำ
  • ช่วยแก้อาการท้องเดิน ท้องเสีย และก็ท้องบิดได้อย่างดีเยี่ยม
  • มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการแก้อาการอยากดื่มน้ำ ช่วยสำหรับเพื่อการระบายความร้อนให้ออกจากปอด แถมยังช่วยขับเสมหะได้อีกด้วย


Tags : ขายกระชายดำ,ขายส่งกระชายดำ,รับผลิตกระชายดำ

6
บอระเพ็ด
ชื่อสมุนไพร บอระเพ็ด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น จุ้งจาลิง , จุ่งจิง , เครือเขาฮอ (ภาคเหนือ) , เจตมูลหนาม (หนองคาย) , หางหนู (จังหวัดอุบลราชธานี) , เถาหัวด้วน , ตัวเจตมูลยาน (จังหวัดสระบุรี)
ชื่อสามัญ Heart leaved moonseed
ชื่อวิทยาศาสตร์ Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook.f. & Thomson
ชื่อพ้อง Tinospora tuberculata Miers, Tinospora rumphii Boerl.
สกุล Menispermaceae
บ้านเกิด บอระเพ็ดเป็นพืชที่มีบ้านเกิดเมืองนอนในป่าดงดิบแล้งรวมทั้งป่าเบญจพรรณ ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบได้มากในประเทศไทย ประเทศพม่า ลาว กัมพูชา เป็นต้น รวมถึงบางประเทศในทวีปเอเชียใต้ เป็นต้นว่า ประเทศอินเดีย รวมทั้งศรีลังกา สำหรับในประเทศไทยนั้นบอระเพ็ดนับเป็นพืชที่มีชื่อเสียงอย่างดีเยี่ยมมาเป็นเวลายาวนานแล้ว เพราะว่าชาวไทยในอดีตสมัยได้นำบอระเพ็ดมาใช้เป็นสมุนไพรรักษาอาการป่วยต่างๆเป็นต้นว่า ใช้ลดไข้ บำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร อื่นๆอีกมากมาย ถึงแม้ว่าจะขณะนี้ก็ยังนิยมใช้บอระเพ็ดเพื่อคุณประโยชน์ทางยากลุ่มนี้อยู่ ซึ่งในประเทศไทยนั้นสามารถพบบอระเพ็ดได้ทุกภาคของประเทศรวมทั้งโดยมากพบในป่าดิบแล้งแล้วก็ป่าเบญจพรรณทั่วไป
ลักษณะทั่วไป 
บอระเพ็ด จัดเป็น  ไม้เลื้อย เนื้อแข็ง ไม่มีขน ยาวถึง 15 เมตร เถากลม ขรุขระไม่เรียบ เป็นปุ่มเปลือกของเถาบางลอกออกได้ เป็นปุ่มกระจัดกระจายทั่วๆไป เมื่อแก่มองเห็นปุ่มเงื่อนเหล่านี้หนาแน่น แล้วก็เด่นชัดมากมาย เปลือกเถา คล้ายเยื่อกระดาษ มียางขาว ใส  เถามีรสขมจัด สีเทาปนเหลือง มีรากอากาศคล้ายเส้นด้ายยาว กลม ยาว สีน้ำตาลเข้ม ใบคนเดียว เรียงเวียนสลับ มักเป็นรูปหัวใจ รูปไข่กว้าง หรือรูปกลม กว้าง 6-12เซนติเมตร ยาว 7-14 ซม. โคนเรียวแหลมยาว ปลายจักเป็นรูปหัวใจลึก หรือตื้น เนื้อเหมือนแผ่นกระดาษบาง มักมีต่อม ใบข้างล่างบางคราวเจอต่อมแบนตามโคนง่ามของเส้นใบ เส้นใบออกมาจากโคนใบรูปฝ่ามือมี 3-5 เส้น และก็มีเส้นแขนงใบอีก 1-3 คู่ ก้านใบยาว 5-15 เซนติเมตร บวมพอง รวมทั้งเป็นข้องอ ดอกออกเป็นช่อตามกิ่งแก่ๆที่ไม่มีใบ มักออกดอกเมื่อใบหลุดร่วงหมด มี 2-3 ช่อ เล็กเรียว ดอกมีขนาดเล็กสีเขียวอมเหลือง ดอกเพศผู้แล้วก็เพศเมียแยกกันอยู่ต่างดอก ช่อดอกเพศผู้ ยาว 5-9 เซนติเมตร ดอกมี 1-3 ดอก ติดเป็นกระจุก ดอกเพศผู้ มีก้านดอกย่อยเล็กเรียว ยาว 2-4 มม. กลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน วงนอกมี 3 กลีบ รูปไข่ หนาที่โคน ยาว 1-1.5 มม. วงในมี 3 กลีบ รูปไข่กลับ มีก้านกลม หรือโคนแหลม ยาว 3-4 มิลลิเมตร กลีบดอกมี 3 กลีบ กลีบวงนอกแค่นั้นที่รุ่งเรืองขึ้น รูปใบหอกกลับแคบ แบน ไม่มีตุ่ม ยาว 2 มิลลิเมตร ส่วนกลีบวงในลดรูป เกสรเพศผู้มี 6 อัน ยาว 2 มม. ช่อดอกเพศเมีย ยาว 2-6 มิลลิเมตร ดอกส่วนมากเกิดผู้เดียวๆตามง่ามใบ ดอกเพศเมีย กลีบเลี้ยงรวมทั้งกลีบเหมือนดอกเพศผู้ เกสรเพศผู้เลียนแบบมี 6 อัน เป็นรูปลิ่มแคบ ยาวราว 1 มม. เกสรเพศเมียมี 3 อัน ทรงรี ยาว 2 มม. ยอดเกสรเพศเมียเป็นพูสั้นมาก ผลออกเป็นช่อ มีก้านช่อยาว 1.5-2 ซม. มีก้านผลเป็นรูปกึ่งปิรามิด ยาว 2-3 มิลลิเมตร ใต้ลงมาเป็นกลีบเลี้ยงที่ติดแน่น รูปไข่ ยาว 2 มม. โค้งกลับ ผลสด เมื่อสุกมีสีเหลืองหรือสีส้ม ทรงรี ยาว 2 ซม. ผนังผลชั้นในสีขาว ทรงรี กว้าง 7-9 มม. ยาว 11-13 มม. ผิวย่นย่อนิดหน่อย หรือแทบเรียบ มีสันที่ข้างบนชัด มีช่องเปิดรูปรีเล็กที่ข้างบน มีดอกปลายเดือนเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม ติดผลราวม.ย.ถึงพ.ค.
การขยายพันธุ์
การขยายพันธุ์บอระเพ็ดสามารถทำเป็น 2 วิธี คือ การเพาะเม็ด และก็การปักชำกิ่ง การเพาะเม็ดนั้นจะต้องใช้เม็ดจากผลที่สุกจัด ผลมีสีเหลืองเข้ม ยิ่งเป็นผลที่ตกแล้วยิ่งดี แล้ว นำผลมาตากแดดให้แห้ง นาน 15-20 วัน และก็เก็บไว้ภายในร่มก่อนจนกระทั่งต้นหน้าฝนจึงนำออกมาเพาะในถุงเพาะชำหรือใช้หยอดปลูกตามจุดที่อยาก การปลูกด้วยเม็ดนี้ จะได้เครือบอระเพ็ดที่ใหญ่ยาวมากยิ่งกว่าการปักชำ  การปักชำเถา เป็นแนวทางหนึ่งที่สบายรวดเร็ว ด้วยการตัดเถาบอระเพ็ดที่แก่จัด เถาแก่ตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป ตัดเถายาว 20-30 เซนติเมตร หลังจากนั้น ค่อยนำลงปักชำในถุงหรือกระถาง แนวทางลักษณะนี้ จะได้ต้นที่แตกออกใหม่ข้างใน 15-30 วัน แม้กระนั้นลำต้นมักมีเครือไม่ยาวราวกับการเพาะเมล็ด แม้กระนั้นไม่ได้ต่างอะไรกันมากนัก
องค์ประกอบทางเคมี

  • สารขมชื่อ picroretin, columbin, picroretroside, tinosporide, tinosporidine
  • สารกลุ่มไตรเทอป่ายปีนอยส์ อย่างเช่น Borapetoside A, Borapetoside B, Borapetol A, Tinocrisposide, tinosporan
  • สารกรุ๊ปอัลคาลอยด์ อย่างเช่น N-formylannonaine, N-acetylnornuciferine เป็นต้น
  • สารจำพวกอามีนที่เจอ อย่างเช่น N-trans-feruloyl tyramine, N-cis-feruloyl tyramine
  • สารฟีนอสิคไกลโคไซด์ อย่างเช่น tinoluberide
  • สารอื่นๆอย่างเช่น berberine, β-sitosterol


ที่มา : wikipedia
ประโยชน์/สรรพคุณ น้ำสกัดหรือน้ำต้มจากบอระเพ็ดสามารถใช้ฉีดพ่นกำจัด และก็ป้องกันหนอนแมลงศัตรูพืช อาทิเช่น หนอนใยผัก และเพลี้ยต่างๆได้อย่างดีเยี่ยม ส่วนลำต้น และใบของบอระเพ็ดสามารถใช้ผสมในอาหารสัตว์หรือให้สัตว์กินโดยตรง เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพดี และก็รักษาโรคในสัตว์ อีกทั้งโค กระบือ หมู ไก่ และอื่น ซึ่งราษฎรนิยมให้ไก่ชนกินในระยะก่อนออกชน ยิ่งไปกว่านี้ลำตัน และก็ใบยังสามารถนำมาบด รวมทั้งใช้พอกศีรษะหรือสระผม สำหรับกำจัดเหาได้อีกด้วย ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของบอระเพ็ดนั้นมีดังนี้
หนังสือเรียนยาไทย
ใช้  เถา ซึ่งมีรสขมจัดเย็น แก้ไข้ทุกชนิด แก้พิษโรคฝีดาษ เป็นยาขมเจริญอาหาร ต้มดื่มเพื่อให้เจริญอาหาร ช่วยในการย่อย บำรุงน้ำดี บำรุงไฟธาตุ แก้โรคกระเพาะของกิน บำรุงร่างกาย แก้สะอึก แก้มาลาเรีย เป็นยาขับเหงื่อ ดับกระหาย แก้ร้อนในดีเยี่ยม แก้อหิวาต์ แก้ท้องร่วง ไข้จับสั่น ยับยั้งความร้อน ทำให้เนื้อเย็น แก้โลหิตทุพพลภาพ ใช้ด้านนอกใช้ล้างตา ล้างแผลที่เกิดจากโรคซิฟิลิส ใบ มีรสขมเมา เป็นยาพอกบาดแผล ทำให้เย็นแล้วก็บรรเทาอาการปวด ดับพิษปวดแสบปวดร้อน พอกฝี แก้ฟกช้ำ แก้คัน แก้โรครำมะนาด ปวดฟัน ฆ่าแมลงที่เข้าหู ฆ่าพยาธิไส้เดือน แก้ไข้ แก้โรคผิวหนัง บำรุงน้ำดี  ราก มีรสขม เป็นยาช่วยทำให้เจริญอาหาร ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ รากอากาศ รสขมเย็น แก้ไข้ขึ้นสูงมีอาการบ้าเพ้อ ดับพิษร้อน ถอนพิษร้อน ทำลายพิษไข้ เจริญอาหาร ผล รสขม แก้ไข้ แก้เสลดเป็นพิษ ทุกส่วนของพืช ใช้แก้ไข้ เป็นยาบำรุง โรคดีซ่าน ยาเจริญอาหาร แก้มาลาเรียใช้เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ร้อนในอยากกินน้ำ
นอกนั้นบอระเพ็ดยังจัดอยู่ใน “พิกัดตรีญาณรส” เป็นการจำกัดปริมาณตัวยาที่ทำให้ทราบรสของกิน 3 อย่าง มี ไส้หมาก รากสะเดา เถาบอระเพ็ด มีสรรพคุณ แก้ไข้ ดับพิษร้อน ขับปัสสาวะ ขับเสลด บำรุงไฟธาตุ บำรุงกำลัง “พิกัดยาแก้ไข้ 5 จำพวก” คือการจำกัดจำนวนตัวยาแก้ไข้ 5 อย่าง มี รากย่านาง รากคนทา รากต้นกระโรกใหญ่ ขี้เหล็กทั้ง 5 แล้วก็เถาบอระเพ็ด สรรพคุณแก้ไข้พิษร้อน
ตำราเรียนอายุรเวทของอินเดีย ใช้ เถา เป็นยาแก้ไข้ เหมือนกันกับชิงช้าชาลี กล่าวไว้ว่า แก้ไข้ดีเท่ากับซิงโคนา แก้ธาตุผิดปกติ โรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับฟุตบาทปัสสาวะ แก้อาการอักเสบ แก้อาการเกร็ง
ต้นแบบ/ขนาดวิธีการใช้
รักษาลักษณะของการมีไข้ ใช้เถาบอระเพ็ดที่ไม่แก่หรืออ่อนกระทั่งเกินไป (เถาเพสลาก) ราวๆ  1- 1.5  ฟุต (2.5 คืบ) หรือเถา น้ำหนัก  30-40  กรัม  โดยตำ  เติมน้ำเล็กน้อย  คั้นเอาน้ำ  หรือต้มกับน้ำ  3  ส่วน  เคี่ยวให้เหลือ  1  ส่วน  หรือบดเป็นผุยผง  ทำให้เป็นลูกกลอนรับประทานวันละ  2  ครั้ง  ก่อนที่จะรับประทานอาหาร  ยามเช้า  เย็น
           รักษาอาการเบื่ออาหาร: ใช้เถาที่โตเต็มกำลัง   ราวๆ  1- 1.5   ฟุต  (2.5 คืบ)  น้ำหนัก หรือเถา 30-40  กรัม  โดยตำ  เพิ่มน้ำน้อย  คั้นเอาน้ำ  หรือต้มกับน้ำ  3  ส่วน  เคี่ยวให้เหลือ  1  ส่วน  หรือบดเป็นผุยผง  ทำให้เป็นลูกกลอนรับประทานวันละ  2  ครั้ง  ก่อนที่จะกินอาหาร  ยามเช้า  เย็น  ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ด้วยการใช้บอระเพ็ด / เมล็ดข่อย / หัวแห้วหมู / เมล็ดพริกไทย / เปลือกต้นทิ้งถ่อน / เปลือกต้นตะโกนา ในรูปร่างเท่ากันนำมาบดเป็นผุยผง ปั้นเป็นยาลูกกลอนเท่าปลายนิ้วก้อย รับประทานก่อนนอนครั้งละ 2-3 เม็ด หรือไม่ก็อาจจะนำเถาบอระเพ็ดมาหั่นตากแห้งแล้วเอามาบดให้เป็นผงปั้นเป็นลูกกลอนก็ได้  ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ด้วยการใช้เถาสดที่โตเต็มที่ตากแห้งแล้วบดเป็นผุยผง เอามาชงน้ำร้อนดื่มทีละ 1 ช้อน รุ่งเช้ารวมทั้งเย็น แก้โรคกระเพาะของกินด้วยการใช้บอระเพ็ด 5 ส่วน / มะขามแฉะ 7 ส่วน / เกลือ 3 ส่วน / น้ำผึ้งพอสมควร เอามาคลุกให้เข้ากันแล้วกินก่อนที่จะรับประทานอาหาร 3 เวลา นำทุกส่วนของบอระเพ็ด (เถา,ใบ,ราก) มาบดแล้วก็ใช้ประคบฝี เพื่อลดน้ำหนอง,ลดอาการปวดบวม หรือ แผล(สำหรับห้ามเลือด)
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดไข้    มีผู้ทำการศึกษาฤทธิ์ลดไข้ของบอระเพ็ด โดยทดสอบกับสัตว์ทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้กำเนิดไข้ด้วยสารต่างๆตัวอย่างเช่น การทดสอบกรอกสารสกัดบอระเพ็ดด้วยอัลกอฮอล์และน้ำ (1:1) ให้กระต่ายที่ถูกเหนี่ยวนำให้กำเนิดไข้ด้วยยีสต์ พบว่าสารสกัดไม่มีฤทธิ์ลดไข้ บุญเทียม แล้วก็คณะ ได้ทดลองให้สารสกัดบอระเพ็ดด้วยน้ำกับหนูเพศผู้ที่ถูกรั้งนำให้เกิดไข้ด้วยวัคซีนไข้รากสาดน้อยในขนาด 100 มก./กิโลกรัม โดยการผสมกับน้ำกิน  พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ลดไข้ รวมทั้งถัดมาได้กระทำการทดสอบโดยให้สารสกัดบอระเพ็ดกับกระต่ายและหนูขาวเพศผู้ที่รั้งนำให้กำเนิดไข้ด้วย LPS (Lipopolysaccharide) ในขนาด 200 มิลลิกรัม/กก. แล้วก็ 600 มิลลิกรัม/กก. ตามลำดับ พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ลดไข้ได้เช่นกัน จากการเรียนรู้เชื่อว่ากลไกสำหรับในการยั้งการเกิดไข้ของสารสกัดบอระเพ็ดคงจะมีต้นเหตุมาจากการไปยับยั้งการสร้าง interleukin-1 หรือ prostaglandins (PGs) ซึ่งกลไกนี้เป็นกลไกที่อยู่ในระบบ CNS นอกเหนือจากนี้ยังมีผู้พบว่าส่วนสกัดด้วยบิวทานอลมีฤทธิ์ลดไข้ ไม่มีการทดลองแยกสารออกฤทธิ์ลดไข้จากบอระเพ็ด แต่ว่ามีรายงานฤทธิ์ลดไข้ของสารที่เจอในบอระเพ็ดเป็น berberine เมื่อป้อนให้หนูในขนาด 10 มก./กก. รวมทั้ง b-sitosterol ซึ่งออกฤทธิ์ในขนาด 160 มก./กิโลกรัม
ฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ        มีผู้ทำการศึกษาฤทธิ์ลดการอักเสบของชาชงบอระเพ็ดโดยการกรอกให้แกะเพศผู้ (ตอน) ในขนาด 8 มล./ตัว พบว่าชาชงบอระเพ็ดมีฤทธิ์ต้านการอักเสบเทียบเท่ากับแอสไพริน 30 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 200 ก. Higashino แล้วก็ภาควิชา ได้ศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบของสารสกัดเถาบอระเพ็ดด้วยเมทานอล (50%) กับหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีการอักเสบที่อุ้งเท้าด้วย carrageenin โดยให้รับประทานสารสกัดในขนาด 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ โดยส่วนสกัดด้วยบิวทานอลออกฤทธิ์ก้าวหน้าที่สุด ไม่ว่าจะให้โดยการกิน ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง หรือฉีดเข้าท้อง และก็พบว่าส่วนสกัดในขนาด 3 มก./กก. เมื่อให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังมีฤทธิ์เท่ากันกับ sulpyrine 250 มิลลิกรัม/กก. และก็ diphenhydramine 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสาร borapetosides A การศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสาร borapetosides A สารสำคัญที่พบในต้นบอระเพ็ด โดยการฉีด borapetosides A ให้แก่หนูเม้าส์ที่เป็นโรคโรคเบาหวาน ชนิดที่ 1 รวมทั้งจำพวกที่ 2 และก็หนูเม้าส์ธรรมดา วันละ 2 ครั้ง ต่อเนื่องกัน 7 วัน พบว่า borapetosides A จะช่วยเพิ่มระดับของไกลโคเจน และลดน้ำตาลในเลือดได้หนูปกติ และหนูที่เป็นเบาหวาน โดยฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของ borapetosides A เกี่ยวกับการเพิ่มจำนวนอินซูลินในหนูปกติแล้วก็หนูที่เป็นเบาหวานประเภทที่ 2 แต่ไม่เป็นผลต่อระดับอินซูลินในหนูที่เป็นเบาหวานจำพวกที่ 1 นอกเหนือจากนี้ยังพบว่าสาร borapetosides A กระตุ้นการสังเคราะห์ไกลโคเจนในเซลล์เนื้อกล้าม แล้วก็ลดการแสดงออกของโปรตีน phosphoenolpyruvate carboxylase ที่มากขึ้นจากการเป็นเบาหวานได้ การวิจัยนี้ทำให้เห็นว่าสาร borapetosides A จากต้นบอระเพ็ดสามารถออกฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้จำพวกที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวกับอินซูลิน โดยผ่านกลไกกระตุ้นการใช้เดกซ์โทรสของกล้ามเนื้อ ลดการสั่งสมน้ำตาลในเซลล์ และกระตุ้นการผลิตอินซูลิน
การทดลองในสัตว์ทดสอบพบว่าบอระเพ็ดมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ ส่วนการศึกษาในคนไข้เบาหวานโดยให้ทานบอระเพ็ด วันละ 250 มก. วันละ 2 ครั้ง ตรงเวลา 2 เดือน พบว่าช่วยลดระดับน้ำตาลได้ แม้กระนั้นระหว่างที่กำลังทำการทดสอบผู้ป่วยหลายรายมีลักษณะตับอักเสบ และพบว่าการใช้บอระเพ็ดในขนาดสูงและติดต่อกันเป็นเวลานานจะเป็นพิษต่อตับรวมทั้งไต มีรายงานการวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ระบุว่าเมื่อให้อาสาสมัครร่างกายแข็งแรง 12 ราย กินบอระเพ็ดขนาด 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 8 อาทิตย์ พบว่าแนวโน้มทำให้ระดับเอนไซม์ในตับมากขึ้น แปลว่ามีทิศทางจะทำให้เกิดพิษต่อตับ
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา  การทดลองพิษฉับพลันของสารสกัดเถาด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล (คิดเป็น 1,786 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และก็ให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล ตรวจไม่เจออาการเป็นพิษ  เมื่อป้อนสารสกัดด้วยเอทานอล ให้หนูถีบจักร ขนาด 4 กรัม/กิโลกรัม เทียบเท่าผงยาแห้ง 28.95 ก./กก. ไม่ทำให้มีการเกิดอาการพิษ การเรียนรู้พิษเรื้อรัง พบว่าเมื่อป้อนสารสกัดด้วยเอทานอล ให้หนูขาวพันธุ์วิสตาร์ทั้ง 2 เพศ ในขนาด 0.02, 0.16 และ 1.28 ก./กิโลกรัม/วัน หรือเท่ากันผงแห้ง 0.145, 1.16 และก็ 9.26 กรัม/กิโลกรัม ตรงเวลา 6 เดือน พบว่าหนูขาวทั้งคู่เพศที่ได้รับสารสกัดในขนาด 1.28 ก./กิโลกรัม ส่งผลทำให้น้ำหนักหนูน้อยกว่ากลุ่มควบคุมรวมทั้งเกิดอาการไม่ดีเหมือนปกติของรูปแบบการทำงานของตับแล้วก็ไตได้          มีหมอผู้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ลดโรคเบาหวานของบอระเพ็ด พบว่าผู้ป่วยมีลักษณะอาการตับอักเสบหลายราย
ข้อเสนอ/ข้อควรตรึกตรอง

  • ส่วนที่นิยมนำเถาบอระเพ็ดมาใช้ทำเป็นยาจะคือส่วนของ “เถาเพสลาก” เพราะเหตุว่ามีลักษณะไม่แก่หรืออ่อนเกินความจำเป็นนัก และก็มีรสชาติขมจัด แต่ถ้าหากเป็นเถาแก่จะแตกแห้ง รสฝาด ไม่ขม หรือหากอ่อนเหลือเกินก็จะมีรสไม่ขมมากมาย
  • การเรียนรู้ในอาสาสมัครร่างกายแข็งแรง 12 คนที่กินบอระเพ็ดในขนาด 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 8 สัปดาห์ เจอแนวโน้มระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในตับมากขึ้นมีความหมายว่าคงจะทำให้เกิดพิษต่อตับ
  • แม้นำบอระเพ็ดมาใช้และก็พบอาการเปลี่ยนไปจากปกติของการทำงานตับและไต ควรจะหยุดการใช้
  • ห้ามใช้ในคนที่มีภาวการณ์เอนไซม์ตับขาดตกบกพร่อง หรือคนเจ็บที่มีประวัติเป็นโรคตับหรือโรคไต
  • สมุนไพรบอระเพ็ดในการกินในส่วนของรากอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลาที่ยาวนานอาจมีผลต่อหัวใจ เหตุเพราะเป็นยารสขม สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือไม่ควรใช้ติดกันสม่ำเสมอเกิน 1 เดือน หากจำต้องใช้ในเดือนถัดไปก็ควรเว้นระยะเวลา 1-2 อาทิตย์เป็นขั้นต่ำเพื่อร่างกายสามารถปรับสภาพได้ก่อน ถ้าหากใช้ไปแล้วมีลักษณะอาการมือเท้าเย็น แขนขาหมดเรี่ยวแรงก็ควรหยุดรับประทาน
เอกสารอ้างอิง

  • บอระเพ็ด.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • บุญเทียม คงศักดิ์ตระกูล  ยุวดี วงษ์กระจ่าง และคณะ.  รายงานฉบับสมบูรณ์ขององค์การเภสัชกรรม, 2541:18pp.
  • Higashino H, Suzuki A, Tanaka Y, Pootakham K.  Inhibitory effects of Siamese Tinospora crispa extracts on the carrageenin-induced foot pad edema in rats (the 1st report).  Nippon Yakurigaku Zasshi 1992;100(4):339-44.
  • บอระเพ็ด.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.disthai.com/
  • Kongsaktrakoon B, Temsiririrkkul R, Suvitayavat W, Nakornchai S, Wongkrajang Y.  The antipyretic effect of Tinospora crispa Mier ex Hook.f. & Thoms.  Mahidol Univ J Pharm Sci 1994;21(1):1-6.
  • บอระเพ็ด.ชาสมุนไพรบรรเทาอาการไข้.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.หน้า3-5
  • กัมปนาท รื่นรมย์.ประสิทธิภาพและการออกฤทธิ์ของสารสกัดจากบอระเพ็ดในการเป็นสารกำจัดแมลงต่อหนอนใยผัก(Plutella xylostella L.)
  • Sabir M, Akhter MH, Bhide NK.  Further studies on pharmacology of berberine.  Indian J Physiol Pharmacol 1978;22:9.
  • บอระเพ็ด ประโยชน์/สรรพคุณบอระเพ็ด.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อเกษตรไทยบุญส่ง คงคาทิพย์ และสมนึก วงศ์ทอง การแยกสารออกฤทธิ์ฆ่าหนอนเจาะเสมอฝ้ายจากต้นบอระเพ็ดและการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างของสารกับการออกฤทธิ์
  • บอระเพ็ด.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสาร borapetosides A จากต้นบอระเพ็ด.ข่าวความเคลื่อนไหนสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Rivai Y.  Antiinflammatory effects of Tinospora crispa (L) Miers ex Hook.f & Thoms stem infusion on rat.  MS Thesis, Dept Pharm, Fac Math & Sci, Univ Andalas, Indonesia, 1987.
  • บอระเพ็ดกับเบาหวาน.กระทู้ถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Gupta M, Nath R, Srivastava N, Shanker K, Kishor K, Bhargava KB.  Anti-inflammatory and antipyretic activities of b-sitosterol.  Planta Med 1980;39:157-63.
  • Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P.  Study on toxicity of Thai medicinal plants.  Bull Dept Med Sci 1971;12(2/4):36-65.
  • บอระเพ็ด.ฐานข้อมูลความปลอดภัยของสมุนไพรที่มีการขึ้นทะเบียนยาแผนโบราณ.สำนังานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Chavalittumrong P, Attawish A, Chuthaputti A, Chuntapet P.  Toxicological study of crude extract of Tinospora crispa Miers ex Hook.f. & Thoms.  Thai J Pharm Sci 1997;21(4):199-210.


7

โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี[/u] (Respiratory Syncytial virus infection)[/size][/b]
โรคอาร์เอสวี เป็นอย่างไร โรคอาร์เอสวี หรือโรคเชื้อไวรัสอาร์เอสวี หรือ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี(Respiratory syncytial virus infection ย่อว่า RSV infection) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเท้าหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ Respiratory syncytial virus ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ก่อเกิดอาการต่างๆในระบบทางเท้าหายใจ ทำให้ร่างกายผลิตสารคัดเลือกหลั่งมากมาย เช่น เสลด ฯลฯ เชื้อไวรัสนี้แพร่ระบาดผ่านการไอหรือจาม โดยคนเจ็บชอบมีอาการเบื้องต้นเหมือนเป็นหวัด คือ ปวดศีรษะ จับไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล
                สำหรับเพื่อการติดเชื้อโรคไวรัสอาร์เอสวี (RSV, Respiratory Syncytial Virus) จะเจอการตำหนิดเชื้อได้ตลอดทั้งปี ซึ่งโรคนี้จัดเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจด้านล่างในเด็กตัวเล็กๆที่พบบ่อยที่สุดโรคหนึ่ง โดยมีการคาดการณ์ว่าในเด็กอายุสองขวบทุกคนจะต้องเคยติดเชื้อประเภทนี้ขั้นต่ำ 1 ครั้ง  อันที่จริงแล้วไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้ฟุตบาทหายใจอักเสบในคนป่วยทุกช่วงอายุ แต่มักจะพบได้ทั่วไปในเด็กตัวเล็กๆ
                ทั้งนี้ เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory syncytial virus :RSV) เจอหนแรกเมื่อปี ค.ศ 1955(พ.ศ.2498) ในลิงชิมแปนซีที่ป่วยเป็นอาการหวัดทั้งฝูง ทำให้มีชื่อเรียกว่า Chimpanzee Coryza Agent (CCA) ก่อนจุพบว่าสามารถติดต่อไปสู่คนได้ โดยสามารถแยกเชื้อได้จากเด็กตัวเล็กๆอายุน้อยกว่า 1 ปีที่มีลักษณะอาการปอดบวมและก็เมื่อต้นปี พ.ศ. 2553 นิตยสารแลนเซต อังกฤษ รายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับเชื้อไวรัส RSV ว่า ทำให้เด็กเป็นปอดอักเสบ หรือปอดอักเสบ เสียชีวิตปีละ 2 แสนราย ซึ่งปริมาณร้อยละ 99 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา โดยมีเด็กอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 5 ปีทั่วโลก ติดเชื้อไวรัสดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น 33.8 ล้านคน เชื้อไวรัสอาร์เอสวีเป็นสาเหตุการตายของเด็กเล็กอันดับ 1 เฉพาะในอเมริกาเด็กเสียชีวิตปีละ 2,500 กว่าคน  สำหรับประเทศไทยนั้นมีกล่าวว่าเฉพาะปี พ.ศ. 2552 มีเด็กไทยอายุน้อยกว่า 5 ปี ราว 1 ใน 4 ติดไวรัสประเภทนี้ รวมกว่า 1 หมื่นราย
ต้นเหตุของโรคอาร์เอสวี  โรคอาร์เอสวี เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเชื้อไวรัส Respiratory Syncytial Virus  (RSV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสในสกุล Pneumovirus แล้วก็อยู่ในสกุล Paramyxoviridae โดยเป็นไวรัสที่พบในคน โดยพบได้ทั่วไปอยู่ในโพรงข้างหลังจมูก และก็จากการเรียนรู้พบว่าเชื้อไวรัสนี้สามารถก่อโรคได้ในสัตว์หลายประเภท อย่างเช่น หนู แกะ ฯลฯ  โดยปกติเชื้อไวรัสอาร์เอสวีแบ่งเป็น 2 จำพวกย่อย(Subtype) คือ ประเภท เอ และประเภทบี โดยชนิดย่อย A, มักมีความรุนแรงสูงกว่าจำพวกย่อย B   เชื้อไวรัสอาร์เอสวี ขณะอยู่ในคนเจ็บที่มีภูมิต้านทานปกติ ไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายสู่คนอื่นได้นานประมาณ 1 สัปดาห์ นับตั้งแต่วันที่ผู้ป่วยเริ่มมีลักษณะอาการ แม้กระนั้นถ้าอยู่ในมีภูมิคุ้มกันขัดขวางโรคต่ำจะแพร่ขยายสู่คนอื่นได้นานถึง 4 สัปดาห์
ลักษณะของโรคอาร์เอสวี  เชื้อไวรัส RSV  จำพวกนี้มีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 6 วันหลังจากได้รับเชื้อ โดยส่วนมากมักไม่ค่อยแสดงอาการร้ายแรงในผู้ใหญ่ อาการที่เจอในผู้ใหญ่โดยธรรมดามักละม้ายกับอาการของโรคหวัด คือ ปวดหัว มีไข้ต่ำ เจ็บคอ ไอแบบไม่มีเสมหะ มีลักษณะคัดจมูก โดยอาการกลุ่มนี้มักหายได้เองใน 1–2 อาทิตย์  แม้กระนั้นในผู้เจ็บป่วยที่มีการเสี่ยงจะมีอาการที่ร้ายแรงเป็นคนไข้ที่มีโรคเรื้อรังเกี่ยวกับหัวใจหรือปอด หรือในผู้ป่วยที่มีสภาวะภูมิคุ้มกันต่ำมักนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการรุนแรง ยิ่งกว่านั้นคนเจ็บอีกกรุ๊ปที่พบการตำหนิดเชื้อโรคนี้ได้บ่อยและมีลักษณะรุนแรงคือ เด็กตัวเล็กๆที่อายุน้อยกว่า 5 ขวบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทารกจะมีอัตราความเสี่ยงที่จะมีการติดเชื้อในทางเดินหายใจข้างล่างและทำให้โรคมีความรุนแรงสูง
ในผู้ป่วยที่มีลักษณะรุนแรงอาจจะมีอาการเริ่มต้นเหมือนกับอาการติดโรคในทางเดินหายใจส่วนบนคือ มีลักษณะอาการคล้ายหวัดปกติ แต่ว่าจากนั้น 1–2 วันอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการแสดงของการติดเชื้อในทางเดินหายใจข้างล่างได้แก่ เป็นไข้ ไอร้ายแรง หายใจติดขัดโดยอาจมีอาการหายใจเร็ว หรือมีเสียงวี๊ดขณะหายใจ
ในเด็กตัวเล็กๆซึ่งยังสื่อสารมิได้จะต้องบางทีอาจจะต้องอาศัยการสังเกตอาการ โดยในขั้นแรกจะมีลักษณะคัดจมูกน้ำมูกไหล ซึมลง และก็รับประทานอาหารได้น้อย ต่อจากนั้น 1–3 วัน จะมีลักษณะไอ เป็นไข้ หายใจลำบาก หายใจตื้น สั้นๆเร็วๆและอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีเสียงตอนหายใจด้วย ในรายที่อาการรุนแรงมากอาจมีอาการตัวเขียวหรือภาวะ cyanosis เกิดเนื่องมาจากการขาดออกซิเจนทำให้สีผิวออกม่วงๆโดยมักจะเริ่มมองเห็นจากริมฝีปากหรือที่เล็บ นอกเหนือจากนั้นแล้วการต่อว่าดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีบางทีก็อาจจะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่นๆที่มักพบเป็น หูชั้นกลางอักเสบ (otitis media) หรือในภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวเนื่องกับการติดเชื้อในทางเดินหายใจด้านล่างอื่นๆตัวอย่างเช่น หลอดลมอักเสบหรือปวดบวมได้

กรุ๊ปบุคคลที่เสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคอาร์เอสวี

  • คนที่มีภูมิคุ้นกันของร่างกายต่ำมากมาย
  • เด็กคลอดก่อนกำหนดโดยเฉพาะรายที่อายุท้องต่ำกว่า 35 อาทิตย์
  • ผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรัง
  • คนที่มีโรคหัวใจ โดยเฉพาะจำพวกที่มีความผิดธรรมดาสำหรับการไหลเวียนของโลหิต ที่เรียกว่า Cyanotic heart disease
  • ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  • เด็กที่น้ำหนักตัวน้อยกว่า 5 โล


กรรมวิธีรักษาโรคอาร์เอสวี โดยทั่วไป แพทย์วิเคราะห์คนไข้โรคอาร์เอสวีจากลักษณะทางคลินิก เป็นต้นว่า ใช้เครื่องที่ช่วยในการฟัง (Stethoscope) เพื่อฟังเสียงหวีดร้องในระบบทางเดินหายใจ เสียงหลักการทำงานของปอด หรือเสียงเปลี่ยนไปจากปกติจากส่วนอื่นๆภายในร่างกาย และอาศัยวิธีสำหรับซักประวัติคนไข้โดยวินิจฉัยจาก อายุคนป่วย ประวัติอาการของโรค การระบาดในแหล่งที่พักอาศัย การระบาดในสถานที่เรียน ฯลฯ แต่ว่าบางกรณีถ้าหากคนป่วยมีลักษณะอาการร้ายแรง หมออาจจำเป็นต้องวิเคราะห์แยกโรคที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสจำพวกอื่น หรือจากการตำหนิดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์ก็เลยจะมีการตรวจค้นเพิ่มเติม ดังเช่นว่า

  • วัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry) เพื่อตรวจดูระดับออกซิเจน
  • ตรวจจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาว ตรวจค้นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ
  • เอกซ์เรย์ทรวงอก เพื่อตรวจหาโรคปอดอักเสบ
  • ตรวจค้นเชื้อไวรัสจากสารคัดเลือกหลั่งในจมูก


ในขณะนี้บางโรงพยาบาลอาจจะมีการตรวจยืนยันหาเชื้อด้วยแนวทาง RSV Rapid Ag-detection test ซึ่งได้ผลการทดสอบภายในไม่กี่ชั่วโมง   เนื่องจากว่าโรค อาร์เอสวี เป็นโรคติดโรคที่เกิดจากไวรัสจึงทำให้ไม่มียารักษาอาการโดยเฉพาะ ดังนั้นการดูแลรักษาก็เลยเป็นการรักษาตามอาการ อาทิเช่น การให้ยาลดไข้ ยาขยายหลอดลม ฯลฯ ส่วนในรายที่เริ่มมีอาการร้ายแรง เป็นต้นว่า อิดโรย หอบ มีค่าออกสิเจนในเลือดลดลง อาจมีการให้ยาพ่นขยายหลอดลม ร่วมกับการให้ออกสิเจน ในรายที่มีอาการร้ายแรงมาก บางทีอาจจะจะต้องมีการใส่ท่อช่วยหายใจหรือใช้เครื่องช่วยหายใจ นอกจากนั้นบางทีอาจจะควรมีการให้สารน้ำชดเชยเพื่อคุ้มครองป้องกันสภาวะขาดน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการต่อว่าดเชื้ออื่นๆมักจะได้รับยาฆ่าเชื้ออื่นๆที่เหมาะสมตามอาการ
การติดต่อของโรคอาร์เอสวี การติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีมีสาเหตุจากการติดต่อผ่านทางสารคัดเลือกหลั่งจากทางเท้าหายใจได้แก่ น้ำมูก น้ำลาย เสลด เป็นต้น และก็ไวรัสประเภทนี้สามารถทนอยู่นอกร่างกายได้หลายชั่วโมง ฉะนั้นนอกเหนือจากการได้รับเชื้อผ่านการไอจามใส่กันแล้ว ยังสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสแล้วนำเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก ปากและเยื่อบุดวงตาได้ ภายหลังการได้รับเชื้อคนไข้สามารถแพร่ขยายเชื้อได้ตั้งแต่หลังติดเชื้อโรค 2–3 วันไปจนถึง 2–3 สัปดาห์ โดยเหตุนี้ในคนไข้ที่เริ่มมีลักษณะอาการแสดงควรจะลดการแพร่กระจายเชื้อไปยังคนอื่นๆโดยการใส่ผ้าปิดปาก ส่วนผู้ที่จะต้องคลุกคลี่กับผู้ป่วยก็จะต้องหมั่นล้างมือบ่อยๆรวมถึงใส่หน้ากากอนามัยทุกหนเช่นกัน

การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรค อาร์เอสวี

  • พักผ่อนให้เต็มกำลัง หยุดงาน หยุดโรงเรียน จนกว่าไข้จะลงธรรมดาแล้ว 48 ชั่วโมง
  • ล้างมือเป็นประจำรวมทั้งทุกหนก่อนอาหารแล้วก็ข้างหลังเข้าสุขาภ
  • แยกเครื่องใช้สอยต่างๆจากคนในบ้าน
  • ไม่ไปในที่คับแคบ/ที่ชุมชน
  • รู้จักใช้หน้ากากอนามัย
  • รับประทานอาหารมีประโยชน์ครบ 5 หมู่
  • ในกรณีที่พบแพทย์แล้ว ให้รับประทานยาต่างๆที่หมอสั่งให้ครบบริบรูณ์
  • ดื่มน้ำมากๆเพราะว่าน้ำจะช่วยให้สารคัดหลัง ได้แก่ เสมหะ หรือน้ำมูก ไม่เหนียวกระทั่งเกินความจำเป็น และไม่ไปขวางลักษณะการทำงานของระบบฟุตบาทหายใจ
  • นั่งหรือนอนในตำแหน่งที่หายใจได้สบาย ดังเช่นว่า นั่งตัวตรง ไม่ห่อตัว ใช้หมอนที่ไม่นุ่มหรือแข็งเกินความจำเป็น
  • ใช้ยาหยอดจมูก เพื่อช่วยลดอาการบวมของจมูก อาจล้างจมูกด้วยน้ำเกลือรวมทั้งดูดน้ำมูกเพื่อทำให้ทางเท้าหายใจโล่งขึ้น
  • หากอาการต่างๆต่ำช้าลง ให้รีบไปโรงพยาบาล อย่างเช่น ไข้สูงมากขึ้น ไอเยอะขึ้น มีเสลดเยอะขึ้น เสมหะกลายเป็นสีอื่น ตัวอย่างเช่น เขียว น้ำตาล เทา


การปกป้องคุ้มครองตนเองจากโรคอาร์เอสวี เหตุเพราะในประเทศไทยยังไม่มีวัคซีนคุ้มครองปกป้องเชื้อไวรัส RSV ก็เลยทำให้มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อเชื้อไวรัสในตอนที่แพร่ระบาดได้มาก จึงต้องมีการปกป้องตัวเองดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาด ล้างมือเป็นประจำเป็นต้นว่า ก่อนมื้ออาหาร ข้างหลังเข้าห้องน้ำ ฯลฯ
  • ชำระล้างบ้านอยู่เสมอ เพื่อลดการแพร่ขยายของเชื้อ โดยเฉพาะกระดาษชำระที่ใช้แล้ว ควรจะทิ้งลงถังที่มีไว้สำหรับเป็นถังขยะที่ปิดมิดชิด
  • ไม่ควรใช้แก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น ควรจะใช้แก้วน้ำของตัวเอง และก็หลบหลีกการใช้แก้วน้ำที่ผู้เจ็บป่วยใช้แล้ว
  • ไม่สมควรอยู่ใกล้ชิดกับคนเจ็บที่เป็นหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียน หรือในที่ชุมชนที่มีคนหนาแน่น ในช่วงระบาดของโรค
  • เมื่อต้องอยู่ในอากาศที่หนาวเย็น ควรจะทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ


สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคอาร์เอสวี เนื่องจากว่าโรคอาร์เอสวี เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสและก็สามารถติดต่อได้ทางสารคัดเลือกหลั่งของร่างกายโดยการ ไอ จาม รดกัน ซึ่งจะเกิดการฟุ้งกระจายของละอองน้ำมูก น้ำลายของคนไข้ซึ่งถ้าผู้ที่อยู่สนิทสนม สูดเอาละอองนั้นไปก็จะเกิดการต่อเนื่องกันรวมทั้งการสัมผัสสารคัดเลือกหลั่งต่างๆที่ปนเปื้อนในสิ่งของต่างๆของผู้ป่วยด้วย ซึ่งเป็นโรคที่มีต้นสายปลายเหตุ,อาการ รวมทั้งการติดต่อคล้ายกับโรคไข้หวัดมากมาย นอกจากนั้นยังเป็นโรคในระบบทางเท้าหายใจแบบเดียวกันอีกด้วย โดยเหตุนั้นสมุนไพรที่จะช่วยปกป้อง/รักษาโรคอาร์เอสวีนั้น จึงเป็นสมุนไพรแบบเดียวกับหวัด (อ่านหัวข้อสมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคหวัดในเรื่องโรคหวัด)
เอกสารอ้างอิง

  • อาจารย์ ดร.ภก.ปิยทิพย์ ขันตยาภรณ์.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ไวรัสร้ายของลูกน้อย.โรคอาร์เอสวี (RSV).ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ดร.นพ.นพพร อภิวัฒนากุล.ไวรัส RSV เชื้ออันตรายที่คล้ายไข้หวัด. Rama Channal. ภาควิชากุมรเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • Dawson-Caswell,M., and Muncle, JR, H. Am Fam Physician.2011;83(2):141-146
  • Mayo Foundation for Medical Education and Research. Respiratory syncytial virus (RSV). [Accessed on July 2016]
  • ไวรัสRSV-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์.
  • Krilov L.R. Respiratory Syncytial Virus Infection. [Accessed on July 2016]
  • Falsey,A. et al. NEJM.2005;352(17): 1749-1762



Tags : โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี,

8

โรคโปลิโอ (Poliomyelitis)
โรคโปลิโอเป็นยังไง โรคโปลิโอค้นพบคราวแรกเมื่อ คริสต์ศักราช 1840 โดย Jakob Heine ส่วนไวรัสโปลิโอซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคถูกพ้นเจอเมื่อ ค.ศ. 1908 โดย Karl Landsteiner โรคโปลิโอ หรือ ไข้ไขสันหลังอักเสบ  เป็นโรคที่สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสแก่เด็กทั่วทั้งโลก ซึ่งมีผู้ป่วยในอดีตมากยิ่งกว่า 350,000 รายต่อปี เพราะเหตุว่าทำให้เกิดความพิการ ขา หรือ แขนลีบ และก็เสียชีวิต ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสโปลิโอ โดยคนไข้โดยมากมักไม่มีอาการแสดงของโรค ส่วนในกรุ๊ปผู้เจ็บป่วยที่มีอาการนั้นส่วนมากจะมีลักษณะอาการเพียงเล็กน้อยอย่างไม่เจาะจงและหายได้เองภายในช่วงเวลาไม่กี่วัน แต่ว่าจะมีคนเจ็บเพียงส่วนน้อยที่จะมีลักษณะอาการของกล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ยเพลียแรงรวมทั้งเมื่อผ่านไปหลายๆปีหลังการรักษา คนป่วยที่เคยมีลักษณะอาการกล้ามอ่อนล้านี้อาจจะมีการเกิดอาการกล้ามเมื่อยล้าซ้ำขึ้นมาอีก และก็บางทีอาจกำเนิดกล้ามเนื้อฝ่อลีบแล้วก็กำเนิดความพิกลพิการของข้อตามมาได้ ในตอนนี้โรคนี้ยังไม่มียารักษา แม้กระนั้นมีวัคซีนที่ใช้ปกป้องโรคได้
โรคโปลิโอ นับเป็นโรคที่มีความหมายมากโรคหนึ่ง ทั้งนี้เพราะเชื้อ เชื้อไวรัสโปลิโอ จะทำให้มีการอักเสบของไขสันหลังทำให้มีอัมพาตของกล้ามเนื้อแขนขา ซึ่งในรายที่อาการร้ายแรงจะมีผลให้มีความพิกลพิการทั้งชีวิต และก็บางรายอาจถึงเสียชีวิตได้ ในปี พ.ศ. 2531 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้ทุกประเทศร่วมมือกำจัดโรคโปลิ โอ ทำให้อัตราการป่วยทั้งโลกลดลงไปมากถึง 99% โดยลดลงจาก 350,000 ราย (จาก 125 ประเทศทั้งโลก) ในปี พ.ศ. 2531 เหลือเพียง 820 รายใน 11 ประเทศในปี พศ. 2550 ซึ่งประ เทศที่ยังพบโรคมากมายอยู่คือ ประเทศอินเดีย (400 กว่าราย) ปากีสถาน ไนจีเรีย รวมทั้งอัฟกานิสถาน
ส่วนในประเทศไทยไม่เจอผู้เจ็บป่วยโรคโปลิโอมาตรงเวลายาวนานหลายปีแล้ว โดยเจอรายในที่สุดในปี พุทธศักราช 2540 ที่ จ. เลย แต่เด็กทุกคนยังคงจำเป็นต้องได้การฉีดรับวัคซีนตามมาตรการกวาดล้างโรคโปลิโอร่วมกับนานาประเทศทั่วโลก เพราะโปลิโอเป็นโรคร้ายแรงที่สร้างความสูญเสียทั้งยังทางด้านร่างกายและเศรษฐกิจ รวมทั้งเดี๋ยวนี้แม้ องค์การอนามัยโลก CWHO ได้ประกาศรับสมัครรองให้เป็นประเทศที่ปราศจากโรคโปลิโอแล้วเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2557 แต่ประเทศไทยยังที่เสี่ยงต่อโรคโปลิโออยู่ เนื่องจากมีเขตแดนใกล้กับประเทศที่มีการระบาดของโรคโปลิโออย่างเมียนมาร์แล้วก็ลาวที่พึ่งจะเจอเชื้อโปลิโอสายพันธุ์วัคซีนกลายพันธ์ไปเมื่อปี พ.ศ. 2558
ต้นเหตุของโรคโปลิโอ โรคโปลิโอมีต้นเหตุจากเชื้อไวรัสโปลิโอ single-stranded RNA virus ไม่มีเปลือกหุ้มจัดอยู่ใน Family Picornaviridae, Genus Enterovirus มี 3 ทัยป์หมายถึงทัยป์ 1, 2 แล้วก็ 3 โดยแต่ละจำพวกอาจทำให้กำเนิดอัมพาตได้ พบว่า type 1 ทำให้มีการเกิดอัมพาตแล้วก็มีการระบาดได้บ่อยครั้งกว่าทัยป์อื่นๆรวมทั้งเมื่อติดเชื้อโรคประเภทหนึ่งแล้วจะมีภูมิต้านทานถาวรเกิดขึ้นเฉพาะต่อทัยป์นั้น ไม่มีภูมิต้านทานต่อทัยป์อื่น ด้วยเหตุนั้น ตามทฤษฎีนี้แล้ว คน 1 คน บางทีอาจติดโรคได้ถึง 3 ครั้ง และก็แต่ละทัยป์ของเชื้อไวรัสโปลิโอ จะแบ่งย่อยได้อีก 2 สายพันธุ์ เป็น

  • สายพันธุ์ร้ายแรงก่อโรค (Wild strain) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่อยู่ระหว่างการเฝ้าระวังแล้วก็กวาดล้าง โดยปัจจุบันนี้ยังพบสายพันธุ์ร้ายแรงนี้ใน 2 ประเทศเป็นอัฟกานิสถานและก็ปากีสถาน
  • สายพันธุ์วัคซีน (Vaccine strain หรือ Sabin strain) เป็นการทำให้เชื้อไวรัสโปลิโอทั้งยัง 3 ชนิดย่อยอ่อนฤทธิ์ลงจนกระทั่งไม่อาจจะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคได้ แล้วนำมาใช้เป็นวัคซีนชนิดหยด หรือที่เรียกกันว่า OPV (Oral polio vaccine) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย แต่อย่างไรก็แล้วแต่ เชื้อไวรัสโปลิโอสายพันธุ์วัคซีนอาจมีความเคลื่อนไหวในระดับโมเลกุลกระทั่งสามารถส่งผลให้เกิดสายพันธุ์วัคซีนกลายพันธุ์ รวมทั้งส่งผลให้เกิดโรคโปลิโอได้ ซึ่งการเกิดนี้ชอบเกิดในชุมชนที่หรูหราความครอบคลุมของวัคซีนโปลิโอออกจะต่ำเป็นเวลานาน


โดยเชื้อโปลิโอนี้จะอยู่ในไส้ของคนเพียงแค่นั้น ไม่มีแหล่งรังโรคอื่นๆเชื้อจะแบ่งตัวเพิ่มได้ในไส้ของไม่มีภูมิคุ้มกันและก็อยู่ด้านในไส้ 1-2 เดือน เมื่อถูกขับถ่ายออกมาข้างนอก จะไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ รวมทั้งเชื้อจะอยู่ภายนอกร่างกายในสภาพแวดล้อมมิได้นาน โดยเฉพาะในเขตร้อน อายุครึ่งชีวิตของเชื้อไวรัสโปลิโอ (half life) ราว 48 ชั่วโมง
อาการโรคโปลิโอ  เมื่อเชื้อโปลิโอไปสู่ร่างกายของผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน เชื้อไวรัสจะเข้าไปเพิ่มในรอบๆ pharynx และก็ลำไส้ สองสามวันต่อมาก็จะกระจัดกระจายไปสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอที่ต่อมทอนซิล และที่ไส้รวมทั้งไปสู่กระแสโลหิตทำให้มีลักษณะไข้เกิดขึ้น ส่วนน้อยของเชื้อไวรัสจะผ่านจากกระแสโลหิตไปยังไขสันหลังรวมทั้งสมองโดยตรง หรือบางส่วนบางทีอาจผ่านไปไขสันหลังโดยทางเส้นประสาท เมื่อไวรัสเข้าไปยังไขสันหลังแล้วชอบไปที่ส่วนของไขสันหลังหรือสมองที่ควบคุมหลักการทำงานของกล้ามเนื้อ เมื่อเซลล์สมองในส่วนที่    ติดเชื้อมีอาการอักเสบมากมายจนถึงถูกทำลายไป กล้ามเนื้อที่ควบคุมโดยเซลล์ประสาทนั้นก็จะมีอัมพาตและก็ฝ่อไปในที่สุด
         ดังนี้สามารถแบ่งคนป่วยโปลิโอตามกลุ่มอาการได้เป็น 4 กลุ่มเป็น

  • กรุ๊ปผู้เจ็บป่วยที่ไม่มีอาการ คนป่วยกลุ่มนี้มีราวๆ 90 – 95% ของผู้ติดโรคโปลิโอทั้งผอง มีความจำเป็นทางด้านระบาดวิทยา เพราะว่าเชื้อไวรัสโปลิโอที่เข้าไปจะไปเพิ่มในลำไส้ และถ่ายออกมาตรงเวลา 1-2 เดือน นับเป็นแหล่งแพร่โรคที่สำคัญในชุมชน
  • กลุ่มคนไข้ที่มีลักษณะน้อยมาก (Abortive poliomyelitis) หรือที่เรียกว่า abortive case หรือ minor illness ซึ่งจะเจอได้ราวๆ 5-10% ของผู้ติดโรคโปลิโอทั้งผอง มักจะมีอาการไข้ต่ำๆเจ็บคอ อาเจียน ปวดท้อง เบื่ออาหาร และก็เมื่อยล้า อาการจะเป็นอยู่ 3-4 วัน ก็จะหายเป็นระเบียบเรียบร้อยโดยไม่มีอาการอัมพาต ซึ่งจะวินิจฉัยโรคแยกจากโรคติดเชื้อไวรัสอื่นมิได้
  • กรุ๊ปคนป่วยที่มีลักษณะเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสโปลิโอ (Nonparalytic poliomyelitis) กลุ่มนี้จะเจอได้เพียงแค่ 1% ของผู้ติดเชื้อโรคโปลิโอทั้งปวง จะมีลักษณะเช่นเดียวกับที่เกิดจากเชื้อไวรัสอื่นๆผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะคล้าย abortive case แม้กระนั้นจะตรวจเจอคอแข็งกระจ่าง มีอาการปวดศีรษะ ปวดตามกล้าม เมื่อตรวจน้ำไขสันหลังก็จะเจอเปลี่ยนไปจากปกติแบบการต่อว่าดเชื้อไวรัส มีเซลล์ขึ้นไม่มากมายส่วนมากเป็นลิมโฟซัยท์ ระดับน้ำตาลรวมทั้งโปรตีนปกติ หรือเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย
  • กรุ๊ปคนป่วยที่มีลักษณะอาการกล้ามอ่อนแรง (Paralytic poliomyelitis) เป็นอัมพาต กลุ่มนี้พบได้น้อยมากจะมีอาการแบ่งได้ 2 ระยะ ระยะแรกคล้ายกับใน abortive case หรือเป็น minor illness เป็นอยู่ 3-4 วัน หายไป 3-4 วัน เริ่มจับไข้กลับมาใหม่ กับมีลักษณะอาการปวดกล้ามอาจมีการเกร็งตัวของกล้ามก่อนจะมีอัมพาตเกิดขึ้น กล้ามจะเริ่มมีอัมพาตและก็เพิ่มกล้ามเนื้อที่มีอัมพาตอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่จะกำเนิดเต็มที่ด้านใน 48 ชั่วโมง และก็จะไม่ขยายมากขึ้นตอนหลัง 4 วัน เมื่อตรวจทานรีเฟลกซ์บางครั้งจะพบว่าหายไปก่อนที่จะกล้ามเนื้อจะมีอัมพาตเต็มกำลัง


          ลักษณะของอัมพาตในโรคโปลิโอชอบเจอที่ขามากกว่าแขนและจะเป็นด้านเดียวมากกว่า 2 ข้าง (asymmetry) มักจะเป็นกล้ามต้นขา หรือต้นแขนมากกว่าส่วนปลาย เป็นแบบปวกเปียก (flaccid) โดยไม่มีความเคลื่อนไหวในระบบความรู้สึก (sensory) ที่มักพบเป็นเป็นแบบ spinal form ที่มีอัมพาตของแขน ขา หรือกล้ามเนื้อลำตัว ในรายที่เป็นมากอาจมีอัมพาตของกล้ามเนื้อส่วนลำตัวที่ทรวงอกและพุง ซึ่งมีความหมายในการหายใจ ทำให้หายใจเองไม่ได้ อาจถึงตายได้ถ้าหากช่วยไม่ทัน
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อเกิดโรคโปลิโอ โรคโปลิโอพบได้มากได้ในเด็กมากยิ่งกว่าคนแก่ โดยทั้งผู้ชายแล้วก็หญิงมีโอกาสติดเชื้อนี้ได้เสมอกัน และได้โอกาสติดเชื้อโปลิโอได้ง่าย แต่มีผู้เจ็บป่วยน้อยมากที่จะมีลักษณะกล้ามอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เชื้อไวรัสจำพวกนี้จะเจริญวัยอยู่ในลำไส้ เชื้อก็เลยถูกขับออกจากร่างกายมากับอุจจาระและก็แพร่ไปสู่ผู้อื่นผ่านการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อจากอุจจาระของคนไข้ ซึ่งมีเหตุมาจากการขับถ่ายที่ผิดความถูกอนามัยและไม่ล้างมือก่อนที่จะกินอาหาร โรคนี้ก็เลยพบมากมากมายในประเทศที่ด้อยพัฒนาและก็กำลังพัฒนาที่ขาดการดูแลเรื่องสุขลักษณะที่ดี
ทั้งคนที่ไม่ได้รับการฉีดยาโปลิโอนั้น จะยิ่งมีความเสี่ยงต่อการต่อว่าดเชื้อเพิ่มขึ้นถ้าหากอยู่ในภายในกรุ๊ปเสี่ยงดังต่อไปนี้
           หญิงท้องและก็คนที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี แล้วก็เด็กตัวเล็กๆซึ่งจะมีความไวต่อการได้รับเชื้อโปลิโอ
           เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโปลิโอหรือเพิ่งเกิดการระบาดของโรคเมื่อเร็วๆนี้
           เป็นผู้ดูแลหรืออาศัยอยู่กับผู้ติดเชื้อโปลิโอ
           ทำงานในห้องปฏิบัติการที่สัมผัสใกล้ชิดกับเชื้อไวรัส
           ผู้ที่ผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออกไป
กระบวนการรักษาโรคโปลิโอ แพทย์จะวินิจฉัยโรคโปลิโอด้วยการไต่ถามอาการจากคนป่วยว่ารู้สึกปวดรอบๆข้างหลังและคอ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนหรือหายใจหรือไม่ ตรวจสอบปฏิกิริยาย้อนกลับกลับของร่างกาย รวมทั้งการตรวจทางน้ำเหลือง โดยเก็บตัวอย่างในตอนระยะกระทันหันและก็ระยะแฝงของโรค ตรวจสารภูมิคุ้มกัน IgM หรือ IgG ยิ่งกว่านั้นเพื่อยืนยันให้แน่ใจอาจมีการตรวจค้นเชื้อไวรัสโปลิโอด้วยการเก็บเนื้อเก็บตัวอย่างสารคัดเลือกหลั่งจากคอ อุจจาระ หรือน้ำหล่อเลี้ยงสมองแล้วก็ไขสันหลังส่งไปเพื่อทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ในกรณีผู้ป่วยที่มีลักษณะกล้ามอัมพาตแบบอ่อนเปียก (acute flaccid paralysis : AFP) แพทย์จะจัดการสอบปากคำโรค พร้อมด้วยเก็บอุจจาระส่งไปทำการตรวจเพื่อ    แยกเชื้อโปลิโอ การวินิจฉัยที่แน่ๆเป็น แยกเชื้อโปลิโอได้จากอุจจาระ รวมทั้งกระทำการตรวจว่าเป็นทัยป์ใดเป็นสายพันธุ์ wild strain หรือ vaccine strain (Sabin strain)
          การเก็บอุจจาระส่งตรวจจะเก็บ 2 ครั้ง ห่างกันขั้นต่ำ 1 วัน จะต้องเก็บให้เร็วด้านใน 1-2 สัปดาห์ภายหลังที่เจอมีลักษณะอาการ AFP ซึ่งเป็นช่วงๆที่มีจำนวนไวรัสในอุจจาระมากกว่าระยะอื่นๆการจัดส่งอุจจาระเพื่อส่งตรวจจะต้องให้อยู่ในอุณหภูมิ 4-8๐ ซ ตลอดเวลา มิฉะนั้นเชื้อโปลิโออาจตายได้ เดี๋ยวนี้โรคโปลิโอยังไม่มีวิธีรักษาให้หายสนิท หมอสามารถให้การดูแลผู้ป่วยตามอาการ  แล้วก็เวลานี้ก็ยังไม่มียารักษาโรคโปลิโอโดยเฉพาะ การรักษาจะเป็นแบบเกื้อหนุน ดังเช่นว่า ให้ยาลดไข้ แล้วก็ลดลักษณะของการปวดของกล้ามเนื้อ ในรายที่มีลักษณะอาการอัมพาตของกล้ามเนื้อแขน ขา วิธีการทำกายภาพ บำบัดจะช่วยฟื้นฟูสมรรถนะของกล้ามเนื้อให้ดียิ่งขึ้น
ในการรักษาคนไข้กลุ่มอาการหลังกำเนิดโรคโปลิโอ (Post-polio syndrome – PPS) การดูแลและรักษาหลักจะเน้นไปที่วิธีการทำกายภาพบำบัดมากกว่า เช่น การใส่เครื่องไม้เครื่องมือช่วยยึดลำตัว วัสดุอุปกรณ์ช่วยสำหรับเพื่อการเดิน วัสดุอุปกรณ์ที่ช่วยคุ้มครองป้องกันข้อบิดผิดรูปผิดรอยหรือบางทีอาจใช้การผ่าตัดช่วย การฝึกฝนกล่าวและฝึกกลืนในคนเจ็บที่มีปัญหา การบริหารร่างกายที่เน้นย้ำการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามภายใต้ข้อเสนอแนะที่ถูกจากหมอหรือนักกายภาพบำบัด การใช้งานเครื่องช่วยหายใจในขณะหลับถ้าเกิดคนเจ็บมีปัญหาประเด็นการหยุดหายใจในขณะหลับ รวมทั้งการดูแลทางด้านอารมณ์และก็จิตใจของผู้ป่วยร่วมด้วย

การกระทำตนเมื่อป่วยด้วยโรคโปลิโอ

  • ถ้าได้รับการวิเคราะห์ว่าเป็นโรคโปลิโอไม่ว่ามีอาการอยู่ในกรุ๊ปใด ถ้าเกิดหมอให้กลับไปอยู่ที่บ้านญาติต้องระวังการกระจายเชื้อสู่บุคคลในบ้าน เพราะคนเจ็บจะสามารถขับเชื้อออกมาทางอุจจาระได้นานถึงโดยประมาณ 3 เดือนข้างหลังติดโรค และถ้าหากผู้ป่วยมีภาวะภูมิคุ้มกันต้านทาน ทานโรคขาดตกบกพร่องด้วยแล้วจะสามารถกระจายเชื้อได้นานถึงโดยประมาณ 1 ปี โดยให้พี่น้องดูแลหัวข้อการขับ ถ่ายของคนเจ็บให้ถูกสุขลักษณะ การล้างมือทุกคราวข้างหลังเข้าห้องสุขาและก่อนจับจับอาหารเข้าปาก การกินของกินปรุงสุกใหม่เสมอ การล้างผักผลไม้ให้สะอาดรวมทั้งปอกผลไม้ก่อนรับประทาน และก็ถ้าบุคคลในบ้านผู้ใดกันยังไม่เคยรับวัคซีนโปลิโอ ก็ให้หารือหมอเพื่อรับวัคซีนให้ครบ
  • ให้ผู้เจ็บป่วยกินอาหารที่มีสาระครบทั้ง 5 กลุ่ม
  • หากคนไข้มีลักษณะอาการกล้ามเนื้อเมื่อยล้าให้เครือญาติช่วยทำกายภาพบำบัดเพื่อส่งเสริมความชำนาญการเคลื่อนไหว รวมทั้งเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อตามข้อเสนอของนักกายภาพบำบัด
  • เครือญาติควรดูแลรวมทั้งเอาใจใส่คนไข้ รวมถึงดูแลทางด้านสภาพการณ์จิตใจ สภาวะทางอารมณ์ของคนเจ็บแล้วก็ให้กำลังใจแก่คนป่วยด้วย
  • พี่น้องควรจะพาคนไข้ไปพบแพทย์ตามนัดหมายอย่างเคร่งครัด หรือ ถ้าหากมีลักษณะอาการแตกต่างจากปกติที่ทำให้เป็นอันตราย ก็ควรพาไปพบแพทย์โดยเร่งด่วน
การคุ้มครองป้องกันโรคโปลิโอ

  • โรคโปลิโอสามารถคุ้มครองป้องกันได้ด้วยวัคซีน ซึ่งวัคซีนที่มีใช้ ทั้งโลกมี 2 ชนิดหมายถึง
  • วัคซีนโปลิโอชนิดรับประทาน (Oral Poliomyelitis Vaccine: OPV, Sabin) การกวาดล้าง ในประเทศไทย โรคโปลิโอ H T กลุ่มโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน สำนักโรคติดต่อทั่วๆไป Albert Bruce Sabin M.D. Jonas Edward Salk M.D. เป็นวัคซีนจำพวกเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (attenuated live oral poliomyelitis vaccine) สายพันธุ์ Sabin คิดค้นโดย Albert Bruce Sabin ชาวอเมริกัน เมื่อปี พุทธศักราช 2504 วัคซีนมีเชื้อ ไวรัสโปลิโอ 3 ทัยป์เป็นทัยป์ 1, 2 รวมทั้ง 3 ให้วัคซีนโดยการรับประทานเป็นการเอาอย่างการต่อว่าดเชื้อ ตามธรรมชาติ ที่สามารถกระตุ้นภูมิต้านทานที่เยื่อบุลำคอและก็ไส้ของผู้รับวัคซีน และสามารถแพร่ระบาด วัคซีนไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้กับผู้สัมผัสใกล้ชิดได้อีกด้วย เดี๋ยวนี้วัคซีนโปลิโอจำพวกรับประทานนี้ถือว่าเป็น อุปกรณ์สำคัญสำหรับการกำจัดโรคโปลิโออย่างยิ่ง เนื่องจากสามารถคุ้มครองป้องกันรวมทั้งกำจัดเชื้อโปลิโอสายพันธุ์ ก่อโรคได้อย่างดีเยี่ยม มีราคาถูกแล้วก็มีวิธีการให้วัคซีนง่าย แต่มีข้อเสีย เป็นอาจจะทำให้กำเนิดอาการข้างเคียง เหมือนโรคโปลิโอ (Vaccine Associated Paralytic Polio: VAPP) ซึ่งเกิดขึ้นน้อยมาก ราว 1 ใน 2.7 ล้านโด้ส หรืออาจเกิดการกลายพันธุ์ (Vaccine Derive Polio Virus: VDPV) จนถึงก่อ โรคได้ในพื้นที่ที่มีความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนต่ำ
  • วัคซีนโปลิโอชนิดฉีด (Inactivated Poliomyelitis Vaccine: IPV, Salk) เป็นวัคซีนที่ทำมาจากเชื้อไวรัสโปลิโอที่ตายแล้ว (kill vaccine) คิดค้นโดย Jonas Edward Salk ชาว อเมริกัน เมื่อปี พ.ศ. 2498 วัคซีนประเภทนี้มีเชื้อโปลิโอ 3 ทัยป์ ให้วัคซีนโดยการฉีด


ในตอนนี้เมืองไทยมีการใช้วัคซีนโปลิโอในแผนงานเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค โดยให้วัคซีน OPV 5 ครั้ง เมื่ออายุ 2, 4, 6 เดือน 1 ปีครึ่ง แล้วก็ 4 ปี แล้วก็ให้วัคซีน IPV 1 ครั้ง เมื่ออายุ 4 เดือน

  • ปกป้องการตำหนิดเชื้อแล้วก็การแพร่ระบาดของเชื้อโปลิโอ ด้วยการทานอาหารและกินน้ำสะอาดถูกสุขลักษณะ แล้วก็การอุจจาระลงส้วมที่ถูกสุขลักษณะทุกครั้ง
  • คราวหลังเข้าไปคลุกคลีสนิทสนมผู้ป่วยโรคโปลิโอ หรอเข้าไปดูแลเปลี่ยนผ้าให้แก่ผู้เจ็บป่วยควรจะล้ามือด้วยสบู่ทุกหน
  • เมื่ออยู่ในเขตพื้นที่มีการระบาดของโรคโปลิโอ ควรดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงทำตามหลักสุขข้อกำหนดให้ครัดเคร่ง


สมุนไพรที่ใช้รักษา/ทุเลาโรคโปลิโอ เนื่องมาจากโรคโปลิโอเป็นโรคที่ติดต่อจากเชื้อไวรัสที่มีการติดต่อได้ง่าย และก็ในคนไข้ที่มีความร้ายแรงของโรคนั้นอาจจะเป็นผลให้เสียชีวิตหรือทุพพลภาพได้ ซึ่งในตอนนี้นั้นยังไม่มียาที่ใช้รักษาโรคโปลิโอให้หายได้ รวมทั้งยังไม่มีข้อมูลว่ามีสมุนไพรชนิดไหนที่ใช้รักษาหรือบรรเทาลักษณะของโรคโปลิโอได้เช่นเดียวกัน
เอกสารอ้างอิง

  • การกวาดล้างโรคโปลิโอในประเทศไทย.กลุ่มโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนสำนักโรคติดต่อทั่วไป.วารสาร ดร.สัมพันธ์.ปีที่ 3.ฉบับที่ 4.เมษายน-พฤษภาคม 2559.หน้า 2-3
  • โปลิโอ.อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “โปลิโอ (Poliomyelitis)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 571-572.
  • Paul JR (1971). A History of Poliomyelitis. Yale studies in the history of science and medicine. New Haven, Conn: Yale University Press. pp. 16– ISBN 0-300-01324-8. http://www.disthai.com/
  • Cohen JI (2004). "Chapter 175: Enteroviruses and Reoviruses". In Kasper DL, Braunwald E, Fauci AS, et al. (eds.). Harrison's Principles of Internal Medicine (16th ed.). McGraw-Hill Professional. p. ISBN 0-07-140235-7.
  • โรคโปลิโอ(Poliomyelitis).ความรู้เรื่องโรคติดต่อ.สำนักโรคติดต่อทั่วไป.กรมควบคุมโรค.กระทรวงสาธารณสุข
  • Ryan KJ, Ray CG (eds.) (2004). "Enteroviruses". Sherris Medical Microbiology (4th ed.). McGraw Hill. pp. 535– ISBN 0-8385-8529-9.
  • Jeffrey I. Cohen, enteroviruses and reoviruses, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 15th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2001
  • โรคโปลิโอ(Polio).สำนักโรคติดต่อทั่วไป.กรมควบคุมโรค.กระทรวงสาธารณสุข.



Tags : โรคโปลิโอ

9

โรคไข้สมองอักเสบ เจอี (Japanese Encephalitis)
[url=http://www.disthai.com/16817221/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9A-%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%B5-]โรคไข้สมองอักเสบ[/i][/b][/url] เจ อี เป็นอย่างไร ไข้สมองอักเสบ (encephalitis) หมายถึง การอักเสบของเนื้อสมอง หรือเฉพาะที่นิดหน่อย เนื่องจากว่าเนื้อสมองอยู่ใกล้กับเยื่อหุ้มสมอง ก็เลยบางทีอาจเจอการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองร่วมกับการอักเสบของสมองได้ด้วย  โดยโรคไข้สมองอักเสบบางทีอาจเกิดขึ้นได้จากหลายกรณีโดยมากมักจะเกิดจากการติดเชื้อจากเชื้อไวรัส โดยสามารถกำเนิดได้จากเชื้อไวรัสหลายประเภทหรือบางครั้งอาจเจอเป็นโรคแทรกซ้อนของโรคหัด คางทูม ไข้ผ่องใส แม้กระนั้นไข้สมองอักเสบประเภทที่อันตราย/รุนแรงที่ทำให้มนุษย์เสียชีวิตได้ คือ โรคไข้สมองอักเสบ เจอี(Japaneseencephalitis, JE) พบได้มากที่สุดในเอเชียรวมทั้งประเทศไทยแล้วก็บางส่วนของแปซิฟิคตะวันตก ส่วนใหญ่ชอบเจอการเกิดโรคในช่วงฤดูฝน แม้กระนั้นในแต่ล่ะประเทศจะพบขณะที่มีการกำเนิดโรคได้แตกต่างซึ่งพบได้ตลอดทั้งปี โดยในรอบๆแหล่งระบาดมักจะเจอในคนไข้อายุน้อยกว่า 15 ปี เนื่องด้วยในผู้ใหญ่จะมีภูมิคุ้มกันอยู่ก่อนแล้ว  อย่างไรก็แล้วแต่แม้เป็นบริเวณที่ไม่เคยเกิดโรคมาก่อนก็จะพบในกรุ๊ปของผู้ที่แก่สูงมากขึ้นได้
โรคไข้สมองอักเสบเจอี เป็นโรคที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตรวมทั้งเป็นโรคสุดที่รักษายาก ที่สำคัญเมื่อเป็นแล้วมีอัตราการตายสูง ถ้าเกิดรอดชีวิตมักมีความพิการหรือไม่ปกติทางสมองตามมา อัตราป่วยตายอยู่ระหว่างร้อยละ 20-30 โดยประมาณสองในสามของผู้รอดตาย จะมีความพิกลพิการหลงเหลืออยู่ ในเอเชียพบผู้เจ็บป่วยโรคนี้ประมาณปีละ 30,000-50,000 ราย โรคนี้เรียกว่า Japanese เนื่องมาจากสามารถแยกเชื้อได้จากผู้ป่วยในประเทศญี่ปุ่นทีแรกเมื่อปี พ.ศ.2468
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบ เจ อี ด้วยโรคไขสมองอักเสบเจอีเปนโรคที่มีอัตราตาย และก็ความพิกลพิการตามมาสูง ซึ่งสวนใหญชอบเปนในเด็ก ส่วนเชื้อที่กอโรคไดมึง Japanese encephalitis virus (JEV) ซึ่งเปน arbovirus จัดอยูใน family Flaviviridae, genus Flavivirus โดยมียุงรําค้างญ Culex tritaeniorhynchus เปนพาหะนําโรค โรคนี้เจอในเขตเมืองนอชูวาต่างจังหวัด มีอัตราตายรอยละ 10-35 และมีอัตราการเกิดความพิกลพิการ ตามมามากถึงรอยละ 30-50 โดยไวรัสจำพวกนี้ถูกศึกษาค้นพบทีแรกโดยนักวิทยาศาสตร์คนญี่ปุ่นและก็ได้กระจายทั่วๆไปทุกภาคและทุกฤดู ซึ่งประเทศที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี ดังเช่นว่า บริเวณทวีปเอเชียใต้ ประเทศอินเดียแล้วก็ศรีลังกา ตลอดจนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งในภาคตะวันออกของประเทศจีน แล้วก็พบได้ในประเทศ ไต้หวัน ประเทศเกาหลี และก็ประเทศญี่ปุ่น
ปลายคริสตศตวรรษที่ 18 มีการระบาดใหญ่ของโรคไขสมองอักเสบเจอีในประเทศญี่ปุน โดย ในป พ.ศ. 2468 สามารถแยกเชื้อไวรัสเจอีไดเปนครั้งแรกจากสมองของผูปวยชายอายุ 19 ปที่มี อาการสมองอักเสบและก็เสียชีวิตในกรุงเมืองโตเกียว ถัดมาสามารถแยกเชื้อไวรัสไดจากยุงอารมณ์เสีย Culex และมีรายงาน การระบาดของโรคไขสมองอักเสบเจอีในประเทศต่างๆในทวีปเอเชียตามมา ซึ่งนับคือปัญหาที่สําคัญที่สุดในบรรดาโรค สำหรับเมืองไทยพบการระบาดครั้งแรกในป พุทธศักราช 2512 ที่จังหวัดเชียงใหมต่อไปมีการเจอผูปวยบ่อยมารวมทั้งมีการระบาดใหญ่เปนครั้งคราว ผู้ปวยโรคนี้สามารถเจอไดบอยทางภาคเหนือรวมทั้ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาไดมึง ภาคกึ่งกลาง รวมทั้งภาคใต
ปจจุบันพบผูปวยโรคไขสมองอักเสบ เจ อี นอยลง เพราะว่ามีการฉีดยาปองกันโรคไขสมอง อักเสบเจอีในเด็กทั้งประเทศ ในป พ.ศ. 2552 สํานักระบาดวิทยาไดรับรายงานผูปวยโรคไขสมองอักเสบรวมทั้งสิ้น 543 ราย คิดเปนอัยี่ห้อปวย 0.86 ตอแสนสามัญชน จําแนกเปนโรคไขสมองอักเสบเจอีจํานวน 106 ราย (รอยละ 19.52) คิดเปนอัยี่ห้อปวย 0.17 ตอแสน ประชากร ไมมีรายงานผูเสียชีวิต  สวนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุนอชูวา 15 ป เจอผูปวยสูงสุดในกลุมอายุ 0-4 ป คิด เปนอัตราปวย 1.1       ตอแสนราษฎร รองลงมาเป็น กลุมอายุ 5-9 ป มากมายกวา 15 ป รวมทั้ง 10-14 ป โดยมี อัตราปวย 0.3, 0.09 แล้วก็ 0.08 ตอแสนประชากรตามลําดับ กระจัดกระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ
อาการโรคไขสมองอักเสบ เจ อี   ไวรัสเจอีนี้ เมื่อไปสู่ร่างกายจะแพร่กระจายไปสู่สมองและก็จะทำลายเนื้อสมองตั้งแต่บางส่วนไปจนตราบเท่าเป็นอันมากแตกต่างกันไปในแต่ละคน (Japanese encephalitis virus)  โดยส่วนมากผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการ มีเพียงแค่ 1 ใน 300 คนแค่นั้น ที่จะออกอาการ โดยในรายที่ร้ายแรงจะออกอาการแบบสมองอักเสบ (encephalitis) โดยมีลักษณะอาการแบงเปน 3 ระยะดังต่อไปนี้ 1. Prodromal stage ในตอนนี้ผู้ปวยจะมีอาการไขสูงรวมกับอาการออนเหนื่อย ปวดศีรษะ คลื่นไสอาเจียน ระยะนี้จะใช้เวลาราวๆ 1-6 วัน 2. Acute encephalitic stage ผูปวยยังคงมี ไข้แล้วก็เริ่มมีอาการระคายของเยื่อหุมสมอง มีการเปลี่ยนของระดับความรูสึกตัว มีลักษณะชักเกร็ง สามารถตรวจพบ pyramidal tract signs, flaccid paralysis และก็เจอ deep tendon reflex ต่ำลงไดรอยละ 10 บางทีอาจพบอัมพาตครึ่งส่วนรวมทั้งความผิดแปลกของเสน ประสาทสมองได ระยะที่ 1 แล้วก็ 2 ของโรคมักกินเวลา ไมเกิน 2 สัปดาห ผูปวยที่มีลักษณะร้ายแรงมักเสียชีวิต ในระยะนี้ 3. Late stage and sequele ในระยะนี้ไข้จะลดน้อยลง อาการทางสมองจะคงเดิมหรือ ผูปวยที่เสียชีวิตในระยะนี้มักมีต้นเหตุที่เกิดจากโรคแทรกซอนที่ตามมา ยกตัวอย่างเช่น ปอดอักเสบ โรคติดเชื้อทางเท้าปัสสาวะ ติดเชื้อในกระแสโลหิต ฯลฯ ซึ่งผู้ป่วยโรคไข้สมองอักเสบ บางรายอาจมีอาการ ความประพฤติเปลี่ยนแปลงหรือเป็นอาการทางจิตใจได้ อาการชักมักเป็น แบบชักเกร็งกระตุกทั่วตัว ซึ่งมักพบมากโดย เฉพาะเด็กตัวเล็กๆ อาจจะมาด้วยนิ้วกระตุก, ตาเหล่, หรือหายใจผิดจังหวะได้หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการคล้าย โรคพาร์กินสัน เป็นมีอาการตัวเกร็ง, หน้าไม่แสดง อารมณ์,มือสั่นแล้วก็เคลื่อนทุกข์ยากลำบาก
กรรมวิธีรักษาโรคไข้สมองอักเสบ การวินิจฉัย การวินิจฉัยอาศัยความเป็นมา การตรวจรางกายและก็การ ตรวจทางหองดำเนินการ การตรวจนับเม็ดเลือดพบมากวาจํานวนเม็ดเลือดขาวและก็คารอยละของนิวโตรฟล มากขึ้นในระดับปานกลางถึงสูงมาก การตรวจน้ำไขสันหลัง สวนใหญจะพบวาน้ำไขสันหลังมีลักษณะใส ไมมี สีความดันของน้ำไขสันหลังอยูในเกณฑปกติมีเซลล เม็ดเลือดขาวไดตั้งแต 10-1,000 เซลล/ลบ.มม. ซึ่งส่วนใหญเปนประเภทโมโนนิวเคลียรเซลล ในระยะเริ่มต้นของโรคบางทีอาจไมพบเซลลในน้ำไขสันหลังหรืออาจเจอนิวโตรฟลเดนได โปรตีนมักสูงกวาปกติเล็กนอย ระดับน้ำตาลมักอยูในเกณฑธรรมดาเมื่อเทียบกับระดับน้ำตาลในเลือด
การส่งไปตรวจวินิจฉัยด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จะมีประสิทธิภาพสูงกว่าการตรวจด้วยเครื่อง เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์โดยจะเห็นความแตกต่างจากปกติใน ตำแหน่ง thalamus,basalganglia, midbrain, pons, และ medullaตามหน้าที่ที่เจอร่วมมาก ที่สุดคือตำแหน่ง thalamus การส่งไปตรวจแยกเชื้อ (serology) ซึ่ง เป็นการวิเคราะห์ที่ใช้อยู่ในตอนนี้คือตรวจหาIgM antibodyเฉพาะต่อไวรัสเจอีในนํ้าไขสันหลังแล้วก็ ในเลือด โดยการตรวจพบ JEV-specific IgM antibody ในนํ้าไขสันหลังสามารถช่วยยืนยันการ ติดเชื้อในคราวนี้ได้แต่ว่าหากตรวจพบJEV-specific IgMantibodyในเลือดอาจเป็นการติดเชื้อหรือขึ้น จากการได้วัคซีนก็ได้ การตรวจหา antibody ในนํ้าไขสันหลัง จะสามารถตรวจพบได้จำนวนร้อยละ 70-90 ในคนไข้ที่ ติดเชื้อ โดยจะสามารถตรวจเจอได้เมื่อประมาณ วันที่5-8ภายหลังเริ่มมีลักษณะ การตรวจหาantibodyในเลือดจะสามารถ ตรวจเจอได้ปริมาณร้อยละ60-70 ในคนเจ็บที่ติดเชื้อโรคโดย จะสามารถตรวจเจอได้อย่างต่ำ 9 วันหลังจาก เริ่มมีลักษณะ ในตอนนี้ยังไม่มีการรักษาที่เฉพาะ  การรักษา    เปนเพียงแต่การดูแลรักษาตามอาการ ที่สําคัญเป็นลดอาการบวมของสมอง ดูแลระบบฟุตบาทหายใจ ใหยายับยั้งชัก บางรายอาจจําเปนตองให mannitol เพื่อควบคุมความดันในกะโหลกศีรษะ แล้วก็คุ้มครองปกป้องอาการเข้าแทรกตามมา การใช dexamethasone ในขนาดสูงเพื่อลดการบวมของสมองในผูปวยไขสมองอักเสบเจอี เจอวาไมสามารถลดอัตราการตายแล้วก็อัตราการฟนจากโรคได มีรายงานจากการเรียนแบบ controlled clinical trials ขนาดเล็กเกี่ยวกับ Neutralizing murine monoclonal antibodies ซึ่งผลิตในประเทศจีน นํามาใชรักษาผูปวย ไขสมองอักเสบเจอี เจอวาการดูแลรักษาดังมายากลาวใหผลการ รักษาที่ดียิ่งขึ้น  บางรายงายการศึกษาพบว่าได้มีการทดลองใช้ยาต้านทาน ไวรัส ribavirin แม้กระนั้นไม่พบความต่างของผล การดูแลรักษาของการใช้ยาต้านเชื้อไวรัสกับยาหลอกและก็ พบว่าcorticosteroidsรวมทั้งinterferonalpha2a ไม่ช่วยในเรื่องของการควบคุมอาการและไม่ช่วย ในเรื่องของผลของการรักษา
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อเกิดโรคไข้สมองอักเสบ เนื่องจากว่าเชื้อไวรัส Japanese encephalitis ที่เป็นตัวการของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี จะอยู่ในสัตว์เลือดอุ่นหลายชนิด ตัวอย่างเช่น หมู รวมทั้งยุงจะเป็นพาหะนำเชื้อชนิดนี้มาสู่คน โดยเฉพาะหมูที่แก่ที่มากขึ้น ตัวสัตว์เองก็จะมีภูมิต้านทานพอควร โดยเหตุนี้ ถ้าเกิดมีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวก็จะโดนควบคุมไม่ให้มีจำนวนมาก ส่วนลูกหมูมักจะมีภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี เมื่อโดนยุงกัด แล้วมีเชื้อไวรัส ไวรัสจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็จะเป็นแหล่งแพร่เชื้อมาสู่ยุงไปสู่คน  เพราะฉะนั้นไข้สมองอักเสบเจอี จึงพบได้มากในแหล่งที่มีการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการเลี้ยงหมูมากมาย อย่างเช่น ในชนบท รวมทั้งรอบๆชานเมือง และพบได้บ่อยในฤดูฝนระหว่างมิ.ย.ถึงเดือนสิงหาคม แต่ว่าก็อาจพบประปรายได้ตลอดทั้งปี คนที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไข้สมองอักเสบเจอี เป็นต้นว่า เกษตรกรที่มีอาชีพเลี้ยงหมู ผู้ที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัดในท้องถิ่นที่มีการระบาด ทหารที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่หรือทำการในท้องถิ่นที่มีการระบาดของโรค ผู้ย้ายที่อยู่ไปอาศัยอยู่ในต่างถิ่นที่มีการระบาด
การติดต่อของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี เชื้อ JEV (Japanese encephalitis Virus) จัดอยู่ในเชื้อสายฟลาวิไวรัส (family flaviviridae) สกุลฟลาวิเชื้อไวรัส (genus flavivirus)อยู่ในกลุ่มเดียวกับไวรัสเด็งกี่(Dengue virus)และโรคไข้เหลือง(yellowfever) ด้วยเหตุนั้นเชื้อไวรัสเจอี ก็เลยมีคุณสมบัติเหมือนกับฟลาวิไวรัสตัวอื่นๆซึ่งเป็น เชื้อไวรัสที่มีแมลงรับประทานเลือดเป็นพาหะนำ โรคจะติดต่อ ในวงจรจากสัตว์สู่คน โดยมียุงเป็นตัวพาหะนำ เชื้อโรค โดยมีหมูเป็นรังโรคที่สำคัญ หมูที่ติดเชื้อโรค JE จะไม่มีอาการ แต่ว่ามีเชื้อ JE ในเลือด เมื่อยุงไปกัด หมูในช่วงนี้เชื้อจะเข้าไปเพิ่มจำนวนในยุง เมื่อ มากัดคนจะกระจายเชื้อเข้าสู่คน ส่วนสัตว์อื่นๆที่จะติด เชื้อ JEเป็นต้นว่าม้า วัวควายนก แม้กระนั้นสัตว์กลุ่มนี้เมื่อติดโรคแล้วจะไม่มีอาการมีแต่ม้าและคนเพียงแค่นั้นที่มีลักษณะ เมื่อได้รับเชื้อ แล้วประมาณ 1 ใน 300-500 ของผู้ติดเชื้อจะมี อาการสมองอักเสบ หมูมีความจำเป็นในวงจรการ แพร่กระจายของโรค ด้วยเหตุว่าจะมีเชื้ออยู่ในกระแส เลือดได้นานกว่าสัตว์อื่นๆจึงจัดว่าเป็นamplifier ที่เป็นรังโรคที่สำคัญ ยุงที่เป็นพาหะเป็นประเภท Culex tritaeniorhynchus  Culex golidus , Culex fascocephalus ยุงกลุ่มนี้เพาะพันธุ์ใน ท้องนาที่มีนํ้าขัง ปริมาณยุงจะเพิ่มมากในช่วงฤดูฝน ยุงตัวเมียสามารถถ่ายทอดเชื้อผ่านรังไข่ไปสู่ลูกยุงได้ ซึ่งมีระยะฟักตัวในยุงประมาณ 9-12 วัน ยุงกลุ่มนี้จะออกมากัดรับประทานเลือดในตอนเย็นหรือ ช่วงคํ่า หมูและนกนํ้า ได้แก่ นกกระสา นกกระยาง เป็นรังโรคที่สำ คัญเนื่องด้วยจะมีเชื้อสำหรับการแส เลือดได้นานและก็มีการเพิ่มจำนวนเชื้อได้สูง ซึ่งใน เมืองไทยประชาชนโดยมาก ประกอบอาชีพเกษตรกรรมรวมทั้งมีปริมาณของการ เลี้ยงหมูจำนวนมากด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงมีโอกาสเสี่ยงสำหรับโรคไข้สมองอักเสบมากมายตามมา
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคไข้สมองอักเสบ เจอี

  • กินยาตามหมอสั่ง รวมทั้งกระทำตามหมอสั่งอย่างเคร่งครัด
  • รักษาสุขภาพของร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอเพื่อคุ้มครองป้องกันโรคแทรกซ้อน
  • ไปพบแพทย์จากที่หมอนัดให้ตามเวลา
  • เมื่อพบว่าอาการกำเริบหรืออาการทรุดลง หลังจากกินยาที่หมอสั่งให้รีบไปพบแพทย์โดยเร่งด่วน
  • ใช้ยาใช้ภายนอกกันยุงและนอนในมุ้งเพื่อคุ้มครองป้องกันการแพร่เชื้อให้กับผู้ที่อยู่รอบตัว
  • กินอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 กลุ่ม รวมทั้งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การปกป้องคุ้มครองตนเองจากโรคไข้สมองอักเสบ เจอี

  • ผู้ที่มีไข้ตัวร้อนควรจะไปพบหมอในทันที เมื่อมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย อาทิเช่น ปวดศีรษะร้ายแรง กินยาพาราแล้วไม่ทุเลา อ้วกมากมาย มีลักษณะชักร่วมด้วย ซึม ไม่ค่อยรู้สึกตัว หรือหมดสติ แขนขาเป็นอัมพาต ปากเบี้ยว กลืนทุกข์ยากลำบาก หรืออ้าปากทุกข์ยากลำบาก (ขากรรไกรแข็ง) หรือก้มคอไม่ลง (คอแข็ง)
  • ควรจะกำจัดยุงและแหล่งเพาะพันธุ์ของยุง
  • เมื่อมีการระบาดของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี ควรยินยอมให้เจ้าหน้าที่ฉีดยาทำลายยุงในบริเวณพื้นที่ เกิดการระบาดของโรคโดยการพ่นสารเคมีเพื่อฆ่ายุงตัวแก่
  • คุ้มครองปกป้องไม่ให้ยุงกัด โดยนอนกางมุ้ง หรือติดมุ้งลวดในบ้านรวมทั้งตามห้องต่างๆ
  • ย้ายคอกสัตว์ เป็นต้นว่า หมู วัว ควาย ให้ห่างจากแหล่งที่อยู่ที่อาศัย เพื่อลดการเสี่ยงของรังโรค
  • ฉีดยาปกป้องโรคไข้สมองอักเสบ
  • แนวทางที่ดีที่สุดในเวลานี้ ได้แก่การฉีดยาคุ้มครองป้องกันโรคนี้ให้แก่เด็กๆของพวกเราก่อนจะติดโรคเองตามธรรมชาติ
  • วัคซีนปกป้องโรคไข้สมองอักเสบเจอี (JEV) เริ่มมีการปรับปรุงมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2473 ในประเทศรัสเซียรวมทั้งญี่ปุ่น ต่อมาได้เพิ่มขั้นตอนการทำให้วัคซีนบริสุทธิ์ขึ้นเพื่อคุ้มครองผลแทรกซ้อนจากการปนเปื้อนของเยื่อสมองหนู รวมทั้งได้รับการพัฒนาต่อบ่อยมาจนกระทั่งมีใช้กันอย่างล้นหลามในปัจจุบัน
  • ส่วนในประเทศไทยซึ่งเป็นแหล่งระบาดของ เชื้อนั้น มีการฉีดวัคซีนเพื่อคุ้มครองป้องกันโรค ตั้งแต่ปี 2533 โดยเริ่มต้นในภาคเหนือ และก็ค่อยๆขยาย ครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2543 โดย ให้วัคซีนแก่เด็กอายุ 1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปีคนละ 2 ครั้งและก็กระตุ้น 1 ครั้ง เมื่ออายุ2 ปีครึ่ง ถึง 3 ปี วัคซีนที่ใช้เป็นจำพวกเชื้อตาย (JE SMBV: mouse brain-derivedinactivatedJEvaccine)วัคซีน คุ้มครองป้องกันไข้สมองอักเสบเจอีที่ขึ้นบัญชีแล้วก็ จัดจำหน่ายในประเทศไทยตอนนี้มี2ชนิดเช่น (1.) วัคซีนจำพวกเชื้อตายที่เพาะเชื้อในสมอง หนู(suckling mouse brain vaccine หรือ SMBV) (2.) วัคซีนจำพวกเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ (SA 14–14–2) ที่เพาะเชื้อในเซลล์เพาะเลี้ยง เป็นวัคซีน ใหม่ที่เพิ่งจะจดทะเบียนในประเทศไทยปีพุทธศักราช2550


สมุนไพรที่ใช้ปกป้องตนเองจากโรคไข้สมองอักเสบ เอจี โรคไข้สมองอักเสบ เจอี เป็นโรคที่ยังไม่มียารักษาเฉพาะการรักษายังจำต้องใช้การรักษาแบบช่วยเหลือ รักษาตามอาการ ด้วยเหตุนี้ก็เลยไม่มีสมุนไพรจำพวกไหนที่สามารถรักษาได้ เพียงแค่มีสมุนไพรที่สามารถช่วยคุ้มครองป้องกันการเกิดโรคไข้สมองอักเสบ เจอี ได้น่าฟังไข้สมองอักเสบ เจอี นั้นมียุงเป็นยานพาหนะนำเชื้อ ด้วยเหตุนี้สมุนไพรที่ช่วยป้องกันโรคประเภทนี้นั้น ก็เลยเป็นสมุนไพรที่ใช้ไล่ยุงต่างๆยกตัวอย่างเช่น
พืชกรุ๊ปสกุล (genus) Cymbopogon
ตะไคร้หอม (Cymbopogon nardus (L.) Rendle) มีการเรียนฤทธิ์ไล่ยุงของตำรับน้ำมันตะไคร้หอม (citronella oil) ที่มีส่วนประกอบที่สำคัญเป็น citronella, geraniol และ citronellol ในลักษณะของครีม พบว่าตำรับที่มีน้ำมันตะไคร้หอม 17% ป้องกันยุงลายได้นานโดยประมาณ 3 ชั่วโมง ครีมที่มีน้ำมันตะไคร้หอม 14% ลดปริมาณยุงหงุดหงิดที่มาเกาะด้านใน 1 ชั่วโมงหลังทาครีม นอกนั้นสารสกัดเอทานอลของตะไคร้หอมผสมกับน้ำมันที่ทำจากมะกอกสามารถไล่ยุงลายรวมทั้งยุงอารมณ์เสียได้นาน 2 ชั่วโมง ครีมที่มีน้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้หอมที่ความเข้มข้น 1.25, 2.5 รวมทั้ง 5.0% ปกป้องยุงก้นปล่องได้ราวๆ 2 ชั่วโมง ช่วงเวลาที่ความเข้มข้น 10% ให้ผลได้เป็นเวลานานกว่า 4 ชั่วโมง
ตะไคร้ (Cymbopogon citratus (DC.) Stapf) น้ำมันตะไคร้ (lemongrass oil) ใน liquid paraffin ความเข้มข้น 20 รวมทั้ง 25% มีผลคุ้มครองป้องกันยุงลายได้ 100% ใน 1 ชั่วโมงแรก รวมทั้งต่ำลงเหลือเกิน 95% ข้างใน 3 ชั่วโมง การเตรียมสินค้าน้ำมันตะไคร้ 15% ในรูปของครีมและขี้ผึ้งพบว่าให้ผลคุ้มครองปกป้องยุงกัดได้ โดยคุณสมบัติขององค์ประกอบของสินค้ามีผลต่อการปลดปล่อยน้ำมันหอมระเหย และมีผลต่อประสิทธิภาพในการคุ้มครองปกป้องยุงด้วย น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ที่มี geraniol ปริมาณ 0.2 มิลลิกรัม/ซม2 สามารถลดอัตราการกัดจากยุงหงุดหงิดรำคาญ เป็น 10, 15 และก็ 18% ที่เวลา 1, 2 และก็ 3 ชั่วโมงเป็นลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ได้ทาน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ สบู่อาบน้ำที่มีส่วนประกอบของน้ำมันตะไคร้หอม 0.1% น้ำมันตะไคร้ 0.5% และก็น้ำมันสะเดา 1% สามารถไล่ยุงได้ในตอน 8 ชั่วโมง
พืชกรุ๊ปสกุล (genus) Ocimum
น้ำมันหอมระเหยจากพืชกลุ่มนี้ 5 ชนิด ได้แก่ แมงกะแซง (O. americanum L.) โหระพา (O. basilicum L.) แมงลัก (O. africanum Lour. ExH) ยี่หร่าหรือโหระพาช้าง (O. gratissimum L.) รวมทั้งกะเพรา (O. tenuiflorum L.) พบว่ามีฤทธิ์ทั้งฆ่าลูกน้ำและไล่ยุงลายได้ ฤทธิ์ฆ่าลูกน้ำยุงลายของน้ำมันหอมระเหย เรียงลำดับดังต่อไปนี้ โหระพา > ยี่หร่า> ใบกะเพรา > แมงลัก = แมงกะแซง โดยมีค่าความเข้มข้นของน้ำมันหอมระเหยที่ให้ผลป้องกันยุงได้ 90% (EC90) พอๆกับ 113, 184, 240, 279 รวมทั้ง 283 ppm เป็นลำดับ สำหรับฤทธิ์ไล่ยุงของน้ำมันหอมระเหยที่ความเข้มข้น 10% พบว่า โหระพาช้างมีฤทธิ์แรงที่สุด คุ้มครองยุงกัดได้นาน 135 นาที รองลงมาคือ ใบกะเพรา แล้วก็แมงลัก ที่ป้องกันยุงกัดได้นาน 105 รวมทั้ง 75 นาที เป็นลำดับ ระหว่างที่แมงกะแซง และก็โหระพาได้ผลน้อยที่สุดเพียง 15 นาที
พืชกรุ๊ปสกุล (genus) Citrus
มะกรูด (Citrus hystrix DC.) น้ำมันหอมระเหยจากมะกรูดมีฤทธิ์คุ้มครองป้องกันยุงได้นาน 95 นาที และตำรับยาใช้ภายนอกกันยุงที่มีน้ำมันมะกรูดความเข้มข้น 25 และ 50% สามารถไล่ยุงได้นาน 30 และก็ 60 นาที เป็นลำดับ น้ำมันหอมระเหยผสมจากมะกรูด 5% และก็จากดอกชิงเฮา (Artemisia annua L.) 1% ปกป้องยุงลาย ยุงก้นปล่อง รวมทั้งยุงหงุดหงิดได้นาน 180 นาที ในห้องทดลอง ในความเข้มข้นเดียวกันสามารถปกป้องยุงลาย และก็ยุงเสือ ได้ 180 นาที และก็ยุงหงุดหงิดรำคาญได้นานถึง 240 นาทีในภาคสนาม
มะนาวฝรั่ง (Citrus limon (L.) Burm.f.) น้ำมันหอมระเหยจากมะนาวฝรั่งมีฤทธิ์ไล่ยุงก้นปล่องได้ 0.88 เท่าของสารเคมีสังเคราะห์ N,N-diethyl-3-methylbenzamide
เว้นแต่สมุนไพรที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังมีสมุนไพรอื่นๆที่มีการศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ในการคุ้มครองปกป้องยุง เช่น ข่า ไพล ขึ้นฉ่าย ว่านน้ำ กานพลู หนอนตายหยาก ดอกกระดังงาไทย สารศัตรูทรัม (pyrethrum) แล้วก็ปรปักษ์ทริน (pyrethrins) ที่เจอได้ในพืชเชื้อสายดอกต้นเบญจมาศ (chrysanthemum flowers) ฯลฯ
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ไข้สมองอักเสบ จากเชื้อไวรัส เจอี.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 174.คอลัมน์ แนะยา-แจงโรค.ตุลาคม.2536
  • Halstead SB, Jacobson J. Japanese encephalitis vaccines. In: Plotkin SA, Orenstein WA, Offit PA, editors. Vaccines. 5th ed. Elsevier Inc.; 2008. p.311-52. http://www.disthai.com/
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Japanese encephalitis. In: Dupont HL, Steffen R, editors. Textbook of Travel Medicine and Health. 2nd ed. Hamilton: B.C. Decker Inc.; 2001. p.312-4.
  • นศ.พ.เฉลิมเกียรติ สุวรรณเทน.รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า. Japanese Encephalitis. วารสารสมาคมประสาทวิทยาศาสตร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.ปีที่ 6.ฉบับที่4.ตุลาคม-ธันวาคม 2554.หน้า 93-100
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Diseases caused by arboviruses: dengue haemorrhagic fever and Japanese B encephalitis. Med J Aust. 1994;160:22-6.
  • โอฬาร พรหมาลิขิต.วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี.ตำราวัคซีน.สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย.หน้า 127-135
  • Thisyakorn U, Nimmannitya S. Japanese encephalitis in Thai children, Bangkok, Thailand. Southeast Asian J Trop Med Public Health. 1985;16:93-7.
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โครงการเสริมภูมิคุ้มกันโรคและวัคซีนไข้ สมองอักเสบเจอีในประเทศไทย. ประจำปี Available from:
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Studies on Flaviviruses in Thailand. In: Miyai K, Ishikawa E, editors. Progress in Clinical Biochemistry: Proceedings of the 5th Asian-Pacific Congress of Clinical Biochemistry; 1991 Sept 29-Oct 4; Kobe, Japan. Amsterdam: Excerpta Medica; 1992. p.985-7.
  • อุษา ทิสยากร, สุจิตรา นิมมานนิตย. Viral meningitis และ encephalitis ในเด็ก. วารสารโรคติดเชื้อ และยาตานจุลชีพ. 2528;2:6-10.
  • สุจิตรา นิมมานนิตย, อุษา ทิสยากร, อนันต นิสาลักษณ, Hoke CH, Gingrich J, Leake E. Outbreak of Japanese encephalitis-Bangkok Metropolis. รายงาน การเฝาระวังโรคประจําสัปดาห. 2527;15:573-6.
  • นพ.คำนวน อึ้งชูศักดิ์.โรคไข้สมองอักเสบจากไวรัสเจอี ถึงจะร้ายแต่ก็ป้องกันได้.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่108.คอลัมน์กันไว้ดีกว่าแก้.เมษายน.2531
  • สำนักระบาดวิทยา.สรุปรายงานการเฝ้าระวัง โรคประจำปีนนทบุรี:สำนักระบาดวิทยา กองควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข; รายปี2552: 21-23.
  • สมบุญ เสนาะเสียง, อัญชนา วากัส, ฐิติพงษ์ ยิ่งยง. Situation of encephalitis and Japanese B Encephalitis, Thailand, 2009. Weekly Epidemiological Surveillance Report. 2010;41:33-5.
  • อุษา ทิสยากร. ไขสมองอักเสบจากเชื้อไวรัส แจแปนนิส. ใน: อุษา ทิสยากร, จุล ทิสยากร, บรรณาธิการ. กุมารเวชศาสตรเขตรอน. กรุงเทพฯ: ดีไซร จํากัด; 2536. น.89-97
  • วรรณี ลิ่มปติกุล, อุษา ทิสยากร. การติดเชื้อ Japanese Encephalitis Virus ที่โรงพยาบาลสงขลา. วารสารวิชาการเขต 2541;9:65-71.
  • Weekly epidemiological record. Japanese Encephalitis. 2015;90:69-88.
  • อ.นพ.วินัย รัตนสุวรรณ.โรคไข้สมองอักเสบ.บทความความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล
  • รศ.ดร.สุวรรณ ธีระวรพันธ์.สมุนไพรป้องกันย

10

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรเมื่อย[/url][/color][/size][/b]
เมื่อยล้า Gnetum montanum Markgraf
บางถิ่นเรียกว่า เมื่อย (จังหวัดตราด) ม่วย (เชียงราย จังหวัดอุบลราชธานี) มะม่วย (เชียงใหม่) แฮนม่วย (เลย)
ไม้เถา เนื้อแข็ง กิ่งเป็นข้อต่อกันและตามข้อจะบวมพอง ใบ ผู้เดียว เรียงเป็นคู่สลับตั้งฉาก ใบรูปขอบขนานแกมรูปไข่ มีขนาดแตกต่างมาก แม้กระนั้นกว้างไม่เกิน 12 เซนติเมตร ยาวไม่เกิน 20 ซม. ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบกลม มน หรือ แหลม ขอบของใบเรียบ เนื้อเรือใบแข็งดก หรือ ออกจะครึ้ม เมื่อแห้งสีออกดำ เส้นใบโค้ง ก้านใบยาว 1-1.5 ซม. ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอดแล้วก็ตามลำต้น สมุนไพร ช่อดอกแตกกิ่งก้านสาขามา แยกเป็นช่อดอกเพศผู้และก็เพศเมีย ดอกเรียงเป็นชั้นๆรอบแกนกลาง ช่อดอกเพศผู้ กว้างประมาณ 0.4 ซม. ยาวประมาณ 3 เซนติเมตร แต่ละชั้นมีราวๆ 20 ดอก ช่อดอกเพศภรรยา แต่ละชั้นมี 5-7 ดอก ผล รูปรี กว้างประมาณ 1 ซม. ยาว 1.5 เซนติเมตร เมื่อสุกสีแดง ก้านผลอ้วน ยาวราว 0.2 เซนติเมตร

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในระดับที่ค่อนข้างสูงจากน้ำทะเล 50-1,800 ม. พบในทุกภาคของประเทศ เว้นเสียแต่ภาคกลาง
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มรากกินแก้พิษบางชนิด แล้วก็แก้ไข้มาลาเรีย

11

สมุนไพรแปะก๊วย
แปะก๊วย Ginkgo biloba L.แปะก๊วย (จีน)
ไม้ต้น ผลัดใบ สูง 10-25 ม. ทุกส่วนไม่มีขน แตกกิ่งก้านสาขาห่างๆเปลือกสีเทา ต้นแก่เปลือกสีน้ำตาลอมเหลือง ใบ ออกมาจากปลายกิ่งสั้น กิ่งละ 3-5 ใบ รูปพัดจีน กว้าง 5-8 ซม. ยาวราว 8 ซม. ปลายใบเว้ากึ่งกลาง มีรอยเว้าตื้นๆหลายแห่ง หรือเป็นคลื่น โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ เส้นใบเรียงถี่ๆเป็นรูปพัด ใบอ่อนสีเขียวอ่อน ใบแก่สีเขียวเข้ม ก่อนผลัดใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ก้านใบเรียวยาว ดอก เป็นดอกแยกเพศ และก็อยู่ต่างต้นกัน ออกที่ปลายกิ่งสั้น รอบๆเดียวกับที่เกิดใบ ดอกเพศผู้ แต่ละกิ่งจะออกโดยประมาณ 4-6 ช่อ ลักษณะช่อเป็นแท่งห้อยลง มีเกสรเพศผู้จำนวนมาก [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] อับเรณูติดที่ปลายก้านเกสร มี 2 ลอน ดอกเพศเมีย ออกกิ่งละ 2-3 ดอก ดอกมีก้านยาว ที่ปลายก้านมีไข่ 2 เมล็ด ไข่ไม่มีรังไข่ห่อ แม้กระนั้นชอบเติบโตเพียงแต่เม็ดเดียว  ผล รูปค่อนข้างกลม หรือ รี มีเส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 3 ซม. เป็นผลประเภทมีเนื้อนุ่มแต่ว่าเม็ดแข็ง เมื่อสุกสีเหลือง ผิวมีนวล กลิ่นค่อนข้าเหม็น เม็ด รูปรี หรือ รูปไข่ เปลือกแข็ง สีออกเหลืองนวล เนื้อข้างในเมล็ดเมื่อทำให้สุกใช้เป็นของกินได้ทั้งยังคาว รวมทั้งหวาน เรียกว่า “แปะก๊วย”

นิเวศน์วิทยา
: มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน รวมทั้งญี่ปุ่น มีการกระจัดกระจายชนิดไปในทวีปอเมริกาและยุโรป นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในสวน แล้วก็ตามข้างถนน หรือ ปลูกเพื่อรับประทานเนื้อในของเม็ด
สรรพคุณ : ใบ สารสกัดจากใบมีฤทธิ์ในการช่วยไหลเวียนเลือด มีฤทธิ์ฆ่าแมลงศัตรูพืช เม็ด กินได้เมื่อขจัดสารพิษออกแล้ว ใช้เป็นยาฝาดสมาน ระงับประสาท ขับเสมหะ แก้ไอ โรคหืดหอบ บำรุงร่างกาย ฟอกโลหิต ขับพยาธิ ลดไข้ รวมทั้งสารสกัดจากเม็ดมีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะต่อเชื้อวัณโรค เปลือกเม็ดมีฤทธิ์กัดทำลาย เมื่อสัมผัสจะมีผลให้ผิวหนังอักเสบแล้วก็มีหัวหน้ามาใช้เป็นยาฆ่าแมลง

Tags : สมุนไพร

12

สมุนไพรต้นหญ้าตีนกา
ต้นหญ้าตีนกา Eleusine indica (L.) Gaertn.
บางถิ่นเรียกว่า ต้นหญ้าตีนกา ต้นหญ้าปากควาย (กลาง) ต้นหญ้าตีนกับแก้ (เลย) ต้นหญ้าตีนนก (จ.กรุงเทพฯ) หญ้าปากคอก (สระบุรี) หญ้าผากควาย (ภาคเหนือ)
         ไม้ล้มลุก จำพวกหญ้า อายุปีเดียว แตกกิ่งก้านมากมายที่โคนต้น ลำต้นสูง 25-60 ซม. แบน สีเขียวอ่อนมันเป็นเงา เหนียว บางครั้งอาจจะแผ่ติดพื้นดินหรือตั้งตรงก็ได้ กาบโอบหุ้มห่อลำต้น ลักษณะแบนเหมือนกับลำต้น มีตาลายมยาว ตามขอบรวมทั้งที่คอต่อมีขนยาวห่างๆที่คอต่อมีลิ้นสั้นๆบางๆยาว 0.2-0.5 มิลลิเมตร ปลายตัดเรียบ หรือเป็นชุดครุย ใบ รูปยาวแคบ กว้าง 4-10 มม. ยาว 15-25 เซนติเมตร ปลายแหลม โคนใบมน ตามขอบของใบใกล้ปลายใบมีขนสาก ข้างบนมีขนยาวห่างๆ มีแถบสีเหลืองใสจากโคนใบ ยาว 2-3 มิลลิเมตร ดอก ออกเป็นช่อ 2-6 ช่อ รวมกันเป็นช่อใหญ่แบบซี่ร่ม แต่ว่ามีอยู่ช่อหนึ่งมักจะออกมาจากลำต้นและก็อยู่ต่ำลงยิ่งกว่าช่ออื่นๆแต่ละช่อกว้าง 4-8 มม. ยาว 4-7 เซนติเมตร  สมุนไพร แต่ละช่อมีหลายช่อดอกย่อย (spikelets) ยาว 5-7 มิลลิเมตร ออกจากแกนกลางด้านเดียว แต่ละช่อดอกย่อยมี 3-8 ดอก (florets) เกลี้ยง กาบของช่อดอกย่อยใบข้างล่าง (lower glume) กว้าง โค้งเป็นรูปเรือ ขอบบางใสหรือมีสีม่วง ยาว 2-3 มิลลิเมตร มีเส้นตามยาว 2-4 เส้น ใบบน ยาว 3-4 มิลลิเมตร มี 6-9 เส้น ส่วนดอกย่อยมีกาบล่าง (lemma) ยาว 3-3.5 มิลลิเมตร ปลายแหลมโค้งเป็นรูปเรือเห็นได้ชัด มีเส้นใกล้ขอบข้างละ 1-2 เส้น แต่ว่าแลเห็นไม่ชัด ที่สันมีขนสากรวมทั้งมีเส้น 3-4 เส้น มองเห็นแจ่มกระจ่าง กาบบน (palea) ยาว 2.5-3 มิลลิเมตร ปลายแหลม มีเส้นตามยาวเห็นแจ่มชัด 2 เส้น อับเรณูรูปไข่ปนรูปขอบขนานกว้าง สีเหลือง ยาว 0.5-0.75 มิลลิเมตร ปลายเกสรเพศเมียสีม่วง มองเห็นไม่ชัด ผล มีเปลือกซึ่งโปร่งแสงห่อหุ้มอยู่อย่างหละหลวมๆสีออกสีแดงเข้มคละเคล้าน้ำตาล ตามขอบมีริ้วออกเป็นรัศมีโดยรอบ ยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นได้ทั่วไปทั้งในที่ราบต่ำ แล้วก็ที่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,000 ม. ขึ้นไป
สรรพคุณ : ราก และก็ ต้น น้ำต้มรากหรืออีกทั้งต้น (รากได้ผลดีมากยิ่งกว่า) รับประทานเป็นยาขับเหงื่อ ลดไข้ ขับฉี่ แก้บิด แล้วก็เป็นยาบำรุงตับ ใบ น้ำคั้นใบสดกินเป็นยาขับน้ำคาวปลาข้างหลังคลอดลูก

13

มังคุด
มังคุด Garcinia mangostana L. มังคุด (ทั่วๆไป)
       ต้นไม้ สูง 10-20 ม. ทรงพุ่มไม้เป็นรูปเจดีย์ มีน้ำยางสีเหลือง ใบ ลำพัง ออกตรงกันข้าม รูปรีปนขอบขนาน ปลายใบแหลม หรือ เป็นติ่ง โคนใบมนหรือแหลม ขอบของใบเรียบ เนื้อใบครึ้ม สีเขียวเข้มเป็นเงา เส้นใบหลายชิ้น ก้านใบอ้วน ยาว 18-20 มิลลิเมตร สมุนไพร ดอก ออกโดดเดี่ยวๆหรือเป็นคู่ตามปลายกิ่ง ดอกเมื่อบานกว้างราว 5 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ ครึ้ม งอเป็นกระพุ้งติดทนกระทั่งเป็นแผล กลีบดอกมี 4 กลีบ สีออกเหลือง ขอบกลีบสีชมพู เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก ก้านเกสรเล็ก โคนก้านแบน หรืออาจจะเชื่อมติดกันบางส่วน อับเรณูไข่แกมขอบขนาน มี 2 พู รังไข่รูปไข่ ผิวเรียบ มี 5-8 ช่อง เกสรเพศเมีย ไม่มีก้าน ผล กลม เปลือกสีม่วง ครึ้ม มียางเหลือง ที่ปลายผลมียอดเกสรเพศเมียติดอยู่ แยกเป็น 4-7 แฉก ที่ขั้วผลมีกลีบเลี้ยง 4 กลีบติดอยู่ ภายในมีเนื้อสีขาว 4-7 กลีบ รสหวาน เมล็ดมีเพียงแค่ 0-3 เมล็ด จำนวนมากเม็ดลีบ

นิเวศน์วิทยา
: ปลูกกันมากทางภาคใต้ แล้วก็ภาคตะวันออกเฉียงใต้ เป็นไม้ที่โตช้า ส่วนถิ่นเกิดนั้นยังไม่ทราบเด่นชัด
คุณประโยชน์ : ต้น ทุกส่วนของต้นเป็นยาฝาดสมานโดยเฉพาะอย่างยิ่งผล ยางจากต้นเป็นยาถ่ายอย่างรุนแรง น้ำสุกจากเปลือกต้นรวมทั้งใบเป็นยาฝาดสมานอมกลั้วคอแก้แผลในปากและก็ลดไข้ ผล คือผลไม้เรืองร้อนที่มีรสชาติยอดเยี่ยม เปลือกผล เปลือกผลแห้งใช้เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องร่วง แก้บิด ทางเดินปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง ลดไข้  น้ำสุกเปลือกผล ใช้เป็นยากลั้วคอ รักษาแผลในปากแล้วก็ชำระล้างแผล มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคแบคทีเรียซึ่งกระตุ้นให้เกิดหนองแล้วก็ต่อต้านเชื้อราที่เป็นต้นเหตุของโรคผิวหนัง และลดการอักเสบ ได้มีการปรับปรุงยาในรูปครีมผสมสารบริสุทธิ์ ที่แยกได้จากเปลือกผล เพื่อใช้รักษาแผลที่เป็นหนอง และสิวซึ่งมีต้นเหตุจากการต่อว่าดเชื้อ ตลอดจนใช้ลดร่องรอยด่างดำบนใบหน้าด้วย

14

สมุนไพรสะระแหน่ประเทศญี่ปุ่น
สะระแหน่ประเทศญี่ปุ่น Mentha arvensis L. var. piperascens Malinv.
บางถิ่นเรียกว่า สะระแหน่ประเทศญี่ปุ่น ต้นน้ำมันหม่อง มิประเทศญี่ปุ่น (จังหวัดกรุงเทพ)
  ไม้ล้มลุก อายุหลายปี ต้นสูง 20-40 ซม. มีขนห่างๆ ใบ เดี่ยว ออกตรงข้ามรูปไข่ รูปไข่ออกจะแคบ หรือ รูปขอบขนาน กว้าง 1-2.5 ซม. ยาว 2-5 เซนติเมตร ปลายโคนสอบ ขอบจะเป็นฟันเลื่อย มีต่อมเป็นจุดๆและก็มีขนอีกทั้งด้านบนแล้วก็ข้างล่าง ก้านใบยาว 3-10 มม. ดอก ออกเป็นช่อกลุ่มตามง่ามใบ ก้านช่อดอกสั้น ก้านดอกย่อยสั้นกว่ากลีบเลี้ยง สะอาด  สมุนไพร หรือมีขนกลีบเลี้ยงเชื่อมชิดกันเป็นหลอดรูประฆัง ยาว 2.5-3 มม. ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก มักจะมีขนยาวที่คอหลอด ที่แฉกมีขนรูปสามเหลี่ยมแคบๆปลายเรียวแหลม กลีบสีขาว หรือชมพูอ่อน เชื่อมชิดกันเป็นหลอดรูประฆัง ยาว 4-5 มม. ปลายหลอดแยกเป็น 4 แฉกเท่าๆกัน เกสรเพศผู้มี 4 อัน ก้านเกสรตรง ยาวเท่าๆกัน อับเรณูเป็น 2 พู เรียงขนานกัน ผล ขนาดเล็ก รูปรีแบนบางส่วน ยาว 0.7 มม. ฐานสอบป้านๆและเป็นสามเหลี่ยม

นิเวศน์วิทยา
: สามารถปลูกได้ในดูเหมือนจะทุกภาคของประเทศ ขึ้นได้ในดินแทบทุกจำพวก ชอบน้ำมากมายแม้กระนั้นไม่แฉะ ถูกใจแสงมาก อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 25๐-30­๐ C
คุณประโยชน์ : ใบ กินได้ใช้แต่งรสอาหาร ได้แก่ ใส่ยำต่างๆใบแห้งเป็นยาฆ่าเชื้อโรคพอกแก้ปวดข้อ กินเป็นยาเย็น ขับลม บำรุงธาตุ ขับรอบเดือน ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ และบำรุงปลายประสาท สกัดให้น้ำมันมินต์มี menthol 80-90% ทั้งต้น ขยี้ทาขมับ แก้ปวดหัว สูดดมแก้ลม ทาแก้ฟกบวม รับประทานแก้เจ็บท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อ

15

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรอบเชยญวณ[/url][/size][/b]
อบเชยญวณ Cinnamomum camphora (L.) Presl.
บางถิ่นเรียกว่า อบเชยญวณ (ทั่วไป) พรมเส็ง (งู-แม่ฮ่องสอน)
      ไม้ต้น ขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 30 ม. ทรงพุ่มกว้าง ทึบ ลำต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 1.5 มัธยม เปลือกต้นสีน้ำตาล ผิวหยาบ เปลือกกิ่งสีเขียว หรือน้ำตาลอ่อน ผิวเรียบ ไม่มีขน เนื้อไม้สีน้ำตาลปนแดง ใบ ลำพัง ออกเรียงสลับ รูปรี หรือรูปรีปนรูปไข่ กว้าง 2.5-5.5 ซม. ยาว 5.5-15 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านหรือกลม ขอบของใบเรียบหรือเป็นคลื่นบางส่วน เนื้อใบออกจะครึ้ม ด้านบนสีเขียวเข้ม วาว ด้านล่างสีเขียวอมเทาหรือนวล ไม่มีขน เมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอมหวนเหมือนกลิ่นการบูร เส้นใบขึ้นตรงมาจากโคนใบราวๆ 3-8 มิลลิเมตร แล้วแยกออกเป็น 3 เส้น ตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกนั้นมีต่อม 2 ต่อม และตามเส้นกึ่งกลางใบอาจมีต่อมเกิดขึ้นตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกไป ก้านใบยาว 2-3 ซม. ไม่มีขน ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ยาวโดยประมาณ 5 ซม. สีขาวอมเหลืองหรืออมเขียว ก้านดอกย่อยยาว 1-2 มม. กลีบรวมมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วงๆละ 3 กลีบ รูปรี ภายนอกเกลี้ยง ก้านในมีขนละเอียด เกสรเพศผู้มี 9 อัน เรียงเป็น 3 วงๆละ 3 อัน อับเรณูของวงที่ 1 และวงที่ 2 หันหน้าเข้าด้านใน ก้านเกสรมีขน ส่วนอับเรณูของวงที่ 3 หันหน้าออก ข้างนอก ก้านเกสรออกจะใหญ่ มีต่อม 2 ต่อมอยู่ใกล้โคนก้าน ต่อมรูปไข่กว้างแล้วก็มีก้าน อับเรณูมีช่องเปิด 4 ช่อง เรียงเป็น 2 แถวละ 2 ช่อง มีลิ้นเปิด 4 ช่อง เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 3 อันอยู่ภายในสุด รูปร่างเหมือนหัวลูกศร มีขนแต่ไม่มีต่อม รังไข่รูปไข่ ไม่มีขน ก้านเกสรเพศเมียยาว ราว 1 มม. ไม่มีขน ปลายเกสรเพศเมียกลม ผล รูปไข่ หรือกลม ยาว 6-10 มม. สุกสีม่วงดำ มีฐานดอกซึ่งเติบโตขึ้นมาเป็นแป้นรองรับผล

นิเวศน์วิทยา
: เป็นพันธุ์ไม้ที่ขึ้นได้ทั้งยังในเขตอบอุ่นและเขตร้อน
สรรพคุณ : ต้น กลั่นเนื้อไม้จะได้ camphor หรือ การบูรธรรมชาติ ใช้ผสมเป็นยาเพื่อป้องกันแมลงบางจำพวก เป็นยาระงับประสาท แก้อาการชักบางประเภท ฆ่าเชื้อโรคบางประเภท ขับเหงื่อ แก้ไข้หวัด รวมทั้งขับลม ใช้ทาถูนวดแก้ปวดแล้วก็เป็นยาฆ่าเชื้อโรคอย่างอ่อน

Tags : สมุนไพร

หน้า: [1] 2 3